น่ารู้เรื่องพรหมในพุทธศาสนา สังคมไทยจะได้เข้าใจ วางใจถูกต้อง

Last updated: Dec 23, 2011  |  15299 จำนวนผู้เข้าชม  |  รอบรู้หมื่นฟ้า


น่ารู้เรื่องพรหมในพุทธศาสนา
สังคมไทยจะได้เข้าใจ วางใจถูกต้อง




การบูชาพระพรหมนั้น
ในพระพุทธศาสนามีหลายพระองค์
ต่างจากศาสนาพราหมณ์  ที่มีพระองค์เดียวเป็นเจ้า

พรหมในพระพุทธศาสนาเกิดจากการฝึกจิต 
คุณธรรม พระพุทธรูป  คาถาศักดิ์สิทธิ์ในสยาม
ล้วนมีพรหมรักษาต่างสายกันไปมีที่มาที่ไปตามแต่ศรัทธา  บุพกรรม

ทั้งนี้ทั้งนั้น นับถือพรหม อย่างมงาย แค่การอวยผล
แต่จงปฏิบัติตน  และโมทนาความดีด้วย
จะได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง  ปฏิบัติพรหมวิหารธรรม  สมถะกรรมฐาน
ย่อมถึงในพรหมคุณด้วยตนเอง
ไม่ต้องวอนขอ  โดนหลอกที่ไหน
ถึงพรหมที่จิตสมาธิ สันติสงบระงับ
พรหมในศาลบูชาอาจเป็นเปรตบริวาร  เทพจาตุมหาราชิกา  บริวาร  ของท่านดูแลแทน  ไม่ใช่องค์จริงท่าน

การบูชาพรหมที่ดี คือกราบบิดามารดาอันเป็นพรหมของบุตร
และมีทานศีลภาวนาสมบูรณ์
จิตสงบ  สันติ  คือพรหมวิหารธรรม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
อย่าไหว้พรหมแค่วอนขอ
แต่จงใช้พรหมวิหารธรรม มาพัฒนาตนเองด้วย
แล้วโมทนาความดีพระพรหมทุกๆๆๆพระองค์จึงดี






ในบรรดาท้าวมหาพรหม ในสายสยามนั้น

ต่างจากสายพราหมณ์ที่มีท้าวมหาพรหมเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
ทางพระพุทธศาสนา พระพรหมมีหลายพระองค์
บังเกิดจากผู้มีบารมีสั่งสมทานศีลภาวนา
เมื่อละจากโลก เจริญฌานสมาธิสม่ำเสมอจึงเป็นพรหม
รูปเคารพพรหม   อาจไม่มีบารมีพรหมสถิต
หากเป็นแค่รูป  แต่ไม่มีมิติทิพยสื่อสาร
หมายเอาบารมีพรหมในชั้นต่างๆๆมาดูแล
และบริวารในคณะพรหมในโลกมาเฝ้าอารักขา

ในประเทศไทยนั้น จะหารูปพรหมใดที่ทรงอานุภาพ 
รวมศรัทธาคนไทยและชาวต่างชาติเท่ากับ ท้าวมหาพรหมเอราวัณ นั้นแทบหายากนัก
ด้วยว่า พรหมสถานนี้ ชัยภูมิมีอำนาจ ผู้สร้างมีเจตนาดี
มีการบูชาเทวตาพลีเนืองนิตย์ รวมจิตศรัทธาคำอธิษฐานมากคณา
และประกอบกุศลจิตเสมอคือสาธารณะทาน
รูปพรหมที่ใช้แก้ที่จึงทรงกำลัง
ภูติ  เทวา   บริวารองค์พรหมจึงสถิตมาก
เป็นคณะบริวารของท่านท้าวมหาพรหมเกศโร
อันเป็นพระนามทางมิติทิพย์เฉพาะ อันสถิตในรูปนี้
ผู้ตั้งทรงสมาธิจิต คือพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์  เป็นผู้ใช้จิตอัญเชิญเทพยดาเข้ารักษาในรูป
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2499
มีการตั้งมูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหมเอราวัณขึ้น
นับเป็นเรื่องประหลาดที่รูปพรหมนี้รวมใจคนได้มากและยังกุศลจิตสาธารณะมาต่อเนื่องจากผู้นับถือ
โดยเงินบริจาคตั้งแต่ปี 2512 - 2555 บริจาคมา 1487 แห่ง
ในการบริจาคเพื่อการแพทย์  สาธารณะกุศลต่างๆๆ
อันยังพรหมวิหารคุณ ดังรูปพรหมที่ยิ่งทรงอานุภาพทุกวันๆๆๆๆจากศรัทธา
ที่ได้ชื่อว่าทำบุญการแพทย์ทั้งประเทศ
เป็นเงิน 1,261,284,307.92 บาท
นับว่าเป็นบารมีพรหมสายสยามอันสงเคราะห์จริงๆๆ
ดูจากกองธูปเทียนดอกไม้คนบูชาก็จะรู้ดี
ณ  สี่แยกราชประสงค์
ไม่เคยสิ้นควันธูปเลย
ที่สำคัญ ท้าวมหาพรหมพระองค์นี้
โปรดการปฏิบัติธรรมยิ่ง
ใครมีปัญหาขอทางจากท่าน
ใช้การปฏิบัติธรรมบูชาจะเห็นผลไว
โดยเฉพาะผู้ไม่ขอ
บูชาด้วยใจ และบำรุงงานกุศลกับท่าน
ดังได้ทำทานบารมีทั้งประเทศจริงๆๆ
เป็นท้าวมหาพรหม ที่เป็นยิ่งกว่ารูปเคารพ
เมื่อมีบุญวาสนา ก็จักประสบผลแน่แท้
ทำดีย่อมได้ดี
ทางกองบุญหมื่นฟ้า
ได้ร่วมตั้งกองทุนไว้เลขที่ 760
โมทนาสาธุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ในพรหมคุณ



บทความน่ารู้ >>> เทวดาสี่แยกราชประสงค์ โดยทองทิว สุวรรณฑัต
http://dharma-gateway.com/misc/misc-thongtue/misc-111.htm

 

คัดลอกจาก http://www.thaidfl.com/story/00001.html

ที่โรงแรมเอราวัณนั้น มีศาลท่านท้าวมหาพรหม ที่เป็นที่รู้จักกันดี ลองมาทำความรู้จักกับ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ผู้ติดต่อและอัญเชิญ

เมื่อทางรัฐบาลมีความเห็นว่า โรงแรมเอราวัณอันเป็นโรงแรมที่เชิดหน้าชูตาของเมืองไทยสมัย ๒๐ กว่าปีมานี้เล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้เพียงพอ จึงสั่งการรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นโรงแรมใหม่นั้น ประชาชนคนไทยส่วนมากที่เคยไปสักการะท่านท้าวมหาพรหม ที่มุมโรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ต่างพากันใจหายใจคว่ำ เกรงว่าทางราชการจะรื้อศาลที่ท่านท้าวมหาพรหมสถิตอยู่ แต่ทุกวันนี้ศาลดังกล่าวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมเพราะไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง แม้โรงแรมเอราวัณจะถูกทุบทิ้งไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้ด้วยผู้ใหญ่ในรัฐบาลท่านทราบดีถึงประวัติความเป็นมาของศาลท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้จึงจะขอนำมาเล่าในวันนี้ เพื่อเป็นการยืนยันว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริง วิญญาณของเทพเบื้องบนนั้นมีจริง ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงเท่านั้นจึงจะสามารถติดต่อได้

และท่านผู้นั้นก็คือ ท่านอาจารย์ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. อดีตนายแพทย์ใหญ่กรมแพทย์ทหารเรือ ผู้เพียรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้ญาณพิเศษ ที่เรียกว่าพุทธญาณบารมี อันได้แก่มีตาทิพย์ หูทิพย์ และมีอำนาจจิตอันเป็นที่ยอมรับนับถือจากประชาชนคนทั่วไป ตลอดจนนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายมาช้านานตราบท่านถึงแก่อนิจกรรม

เรื่องนั้นมีอยู่ว่า เนื่องจากในสมัยเริ่มก่อสร้างโรงแรมเอราวัณใหม่ ๆ นั้น มีอุปสรรคมากมายอย่างไม่คาดฝัน อาทิ การสั่งซื้อสิ่งของและอุปกรณ์มาแล้วใช้ไม่ได้ เพราะผิดขนาดและผิดความต้องการของฝ่ายช่างเสมอ ทั้งคนงานก็กระทำผิดวัตถุประสงค์ ต้องแก้ไขทำใหม่ เป็นเหตุให้เสียเวลาอยู่เป็นนิจ

ข้อสำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าช่างปูน ช่างเหล็ก มักจะประสบอุบัติเหตุถึงแก่เลือดตกยางออก อันเป็นสาเหตุให้คนงานเสียขวัญไปตาม ๆ กัน จึงทำให้ผลงานล่าช้ายิ่งขึ้นจนถึงจะทำให้การก่อสร้างโรงแรมเอราวัณหยุดชะงักได้

เมื่อความทราบถึง พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และประธานกรรมการบริหารโรงแรมเอราวัณ ในสมัยนั้นว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จไม่ทันตามกำหนด ท่านจึงได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร เพื่อปรึกษาหารือถึงวิธีแก้ไขความล่าช้าในการก่อสร้างโรงแรม ซึ่งได้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้แนะนำให้ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ติดต่อขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ เป็นการด่วน ด้วยเหตุว่า ท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ เป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ที่มิชอบด้วยประการทั้งปวง และมีความสามารถในทางมหัศจรรย์ที่คนธรรมดาสามัญไม่สามารถจะรู้เท่าทันท่านได้

พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ได้ฟังคำแนะนำเช่นนั้น ประกอบกับเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ มาแล้วจึงรับคำแนะนำของผู้ใหญ่ท่านนั้นและได้มอบหมายให้ พล.ต.ต. ม.ล. จเร สุทัศน์ ณ อยุธยา ผู้ควบคุมการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณไปติดต่อหารือท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ เพื่อขอให้ท่านกรุณาตรวจดูว่า อุปสรรคทั้งหลายในการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณนี้มีมูลเหตุมาจากสิ่งใด และจะมีวิธีแก้ไขให้หมดสิ้นไปได้อย่างไร เพื่อให้การก่อสร้างเสร็จตามกำหนด

เมื่อ พล.ต.ต. ม.ล. จเร สุทัศน์ฯ ได้ไปพบท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ แล้ว ได้เรียนให้ท่านทราบเรื่องราวโดยละเอียด ท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ นั่งสมาธิตรวจดูเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงได้พบว่า สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอุปสรรคนานาประการในการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณครั้งนี้มาจากการตั้งชื่อโรงแรมแห่งนี้ว่า “เอราวัณ” นั่นเอง เพราะคำว่า “เอราวัณ” นี้เป็นนามของ ช้างทรงของพระอินทร์

จากนั้นท่านได้แนะนำให้ พล.ต.ต. ม.ล. จเร สุทัศน์ฯ ฟังว่า การก่อสร้างโรงแรมอันเป็นสถานที่ชุมนุมของบุคคลทุกประเภท ที่เข้ามาเช่าเช่นนี้ จะต้องแก้ไขด้วยการบอกกล่าว ขออำนาจต่อท่านท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ ขอบารมีของพระองค์ท่าน จงดลบันดาลให้สิ่งที่ร้ายทั้งหลายกลับกลายเป็นดี การก่อสร้างโรงแรมนี้จึงจะลุล่วงได้ทันตามกำหนด และเมื่อได้ก่อสร้างโรงแรมเรียบร้อยแล้ว จะต้องตั้งศาลท่านท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ถวายแด่พระองค์ท่านทันที

หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯดังนั้นแล้ว พล.ต.ต. ม.ล. จเร สุทัศน์ฯ รีบนำความมาเรียนแก่ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ให้ทราบ พล.ต.อ. เผ่า จึงมอบหมายให้ พล.ต.ต. ม.ล. จเร ดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ครั้นการบนบานศาลกล่าวต่อท่านท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ เรียบร้อยแล้ว การก่อสร้างโรงแรมก็เสร็จทันตามกำหนด พล.ต.ต. ม.ล. จเร สุทัศน์ฯ จึงได้เชิญท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ มาพิจารณาสถานที่ที่จะตั้งศาลถวายท่านท้าวมหาพรหม และปรากฏว่าพระองค์ท่านโปรดตรงมุมของโรงแรมด้านสี่แยกราชประสงค์

สำหรับศาลของท่านท้าวมหาพรหมนี้ คุณเจือระวี ชมเสวี กับ ม.ล. ปุ่น มาลากุล เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ส่วนพระรูปหล่อจำลองนั้น คุณจิตร พิมโกวิท ช่างโทในสมัยนั้นที่ประจำแผนกกองหัตถศิลป กรมศิลปากร เป็นช่างปั้นตามแบบแผนของกรมศิลปากร โดยการค้นคว้าของ พระยาอนุมานราชธน

เมื่อสร้างศาลท่านท้าวมหาพรหมเสร็จแล้ว จึงได้ประกอบพิธีอัญเชิญขึ้นประทับเมื่อ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ โดย ท่านอาจารย์ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. ได้มอบหมายให้คุณประยูร วงศ์ผดุง เป็นผู้ทำพิธี ด้วยการติดต่อทางจิตผ่านท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ ซึ่งเป็นผู้ชี้แนะทั้งสิ้น

เรื่องราวมหัศจรรย์เกี่ยวกับองค์ท่าน “ท้าวมหาพรหม” ที่โรงแรมเอราวัณนี้ เมื่อครั้งที่ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ ยังมีชีวิตอยู่ท่านเคยเล่าถึงองค์เทพที่สถิตอยู่ในองค์รูปปั้นท่านท้าวมหาพรหมว่า แท้ที่จริงก็คือทิพย์วิญญาณ “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๔ ของกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง

จากการตรวจด้วย “ทิพยจักษุ” และการติดต่อทิพย์วิญญาณทางสมาธิ ท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ ได้เล่าถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้วได้ไปบังเกิดบนสรวงสวรรค์ชั้นพรหม ทางมีตำแหน่งหน้าที่เป็นรองท่านท้าวมหาพรหมและได้รับพระนามใหม่ว่า “ท่านท้าวเกศโร” ซึ่งเมื่อ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ ได้ทำพิธีประดิษฐานพระรูปปั้นขององค์ท่านท้าวมหาพรหม จึงได้อัญเชิญพระวิญญาณให้มาสถิตอยู่ที่พระรูปปั้นด้วย เพื่อให้ช่วยปัดเป่าความทุกข์ยากและความเดือดร้อนของประชาชนที่มาสักการะ ตามปกติพระองค์จะเสด็จประทับยังศาลในตอนค่ำของทุกวัน ยกเว้นวันพระ เพราะพระองค์เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์

อนึ่ง การไปขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ณ ศาลท่านท้าวมหาพรหมนั้น ถ้าเป็นการกราบไหว้บูชาธรรมดาก็ใช้ดอกไม้สดหรือพวงมาลัยดอกไม้สด ธูป ๗ ดอก เทียน ๑ เล่ม หากเป็นการแก้บนจึงควรถวายด้วยพวงมาลัยที่ร้อยด้วยดอกไม้สดต่างๆ ๗ สี ยาว ๗ ศอก ธูป ๙ ดอก เทียน ๑ เล่ม สำหรับดอกไม้สดนั้น พระองค์ท่านโปรดดอกกุหลาบสีแดง ทั้งนี้มิใช่ท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานฯ กำหนดขึ้นเอง แต่ทราบได้โดยการติดต่อทางจิตด้วยญาณพิเศษของท่าน ดังได้กล่าวมาแล้ว




 
 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ - พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ 
 บิดามารดาคือพรหมของบุตร 

	
[๔๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีพรหม 
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีบุรพาจารย์ 
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา 
คำว่าบุรพาจารย์นี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา 
คำว่าอาหุไนยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา 
ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร ฯ 
มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม ว่าบุรพาจารย์และว่าอาหุไนยบุคคล
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนมัสการและ สักการะ มารดาบิดา ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน 
การอบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการล้างเท้าทั้งสอง 
เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดา นั้นแล บัณฑิตย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง 
เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ฯ 

แหล่งข้อมูล >>>  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=3468&Z=3481 

 พรหมที่ปรากฎในพระไตรปิฏก มีกี่ประเภท? 

พรหม ผู้ประเสริฐ, เทพในพรหมโลกเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม มี ๒ พวก คือ
           รูปพรหมมี ๑๖ ชั้น
           อรูปพรหมมี ๔ ชั้น;
       ดู พรหมโลก;
       เทพสูงสุดหรือพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์

พรหมโลก ที่อยู่ของพรหม
       ตามปกติหมายถึง รูปพรหม ซึ่งมี ๑๖ ชั้น (เรียกว่า รูปโลก) ตามลำดับดังนี้
           ๑. พรหมปาริสัชชา
           ๒. พรหมปุโรหิตา
           ๓. มหาพรหมา
           ๔. ปริตตาภา
           ๕. อัปปมาณาภา
           ๖. อาภัสสรา
           ๗. ปริตตสุภา
           ๘. อัปปมาณสุภา
           ๙. สุภกิณหา
           ๑๐. อสัญญีสัตตา
           ๑๑. เวหัปผลา
           ๑๒. อวิหา
           ๑๓. อตัปปา
           ๑๔. สุทัสสา
           ๑๕. สุทัสสี
           ๑๖. อกนิฏฐา;

       นอกจากนี้ยังมีอ อรูปพรหม ซึ่งแบ่งเป็น ๔ ชั้น (เรียกว่า อรูปโลก) คือ
           ๑. อากาสานัญจายตนะ
           ๒. วิญญาณัญจายตนะ
           ๓. อากิญจัญญายตนะ
           ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ

สุทธาวาส ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี
       ได้แก่ พรหม ๕ ชั้นที่สูงสุดในขั้นรูปาวจร คือ  อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา


แหล่งที่มา :: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

พรหมพุทธแท้ที่สำคัญนี้  ขอแนะนำสามท่าน คือ

๑)  ฆฏิการพรหม

          พรหมท่านนี้  ก่อนที่จะมาเกิดเป็นพรหม ท่านเกิดในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ  
มีชื่อว่า ฆฏิการะ เป็นคนวรรณะต่ำ  มีอาชีพปั้นหม้อ 
ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเรา บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า  โชติปาละมาณพ

          ท่าน ฆฏิการะ ได้ฟังธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
จนได้บรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล แต่ไม่ได้ออกบวชเพราะต้องเลี้ยงดูบิดามารดา 

          ส่วนโชติปาละมาณพ ได้ออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้ากัสสปะ 
ได้บำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุวิปัสสนาญาณในขั้น "อนุโลมญาณ" แล้วจึงหยุด
(เพราะผู้จะเป็นพระพุทธเจ้า จะไม่เป็นพระอริยสงฆ์สาวกในสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง) 
และเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก 

          เมื่อทั้งสองท่านได้กระทำกาละ (คือ ตาย) แล้ว 
ฆฏิการมาณพ ก็ได้อุบัติในชั้นสุทธาวาสพรหมโลก  เป็นพรหมอนาคามี 
ส่วนโชติปาละมาณพ ในชาติสุดท้ายก็คือพระพุทธเจ้าของเรา

          ในคราวที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะเสด็จออกผนวช 
ฆฏิการพรหมผู้นี้ ได้นำเอาบาตรและจีวรของบรรพชิตมาถวายแด่พระโพธิสัตว์  
และได้นำผ้าภูษาที่พระโพธิสัตว์ทรงเปลื้องออก ไปบรรจุในเจดีย์ ประดิษฐานในพรหมโลก  มีชื่อว่า ทุสสะเจดีย์

ขอเสริมเนื้อหาตรงนี้ว่า   ชื่อ ทุสสะเจดีย์ นี้ เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นภายหลัง
ในคัมภีร์ วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาแห่งขุททกนิกาย พุทธวงศ์  ไม่ปรากฏชื่อเจดีย์นี้ 
แต่ได้กล่าวว่า ฆฏิการพรหม ได้นำผ้าทรงของพระโพธิสัตว์ ไปที่พรหมโลก
แล้วสร้างเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะ  ขนาด ๑๒ โยชน์ขึ้น   แล้วนำผ้านั้นประดิษฐานในเจดีย์    

ดังนั้น คำว่า ทุสสะเจดีย์ จึงเป็นคำที่เรียกขึ้นในภายหลัง  ตามลักษณะของเจดีย์ในพรหมโลก 
ที่ประดิษฐานผ้าทรงของพระโพธิสัตว์นั่นเอง (ทุสสะเจดีย์ แปลว่า เจดีย์ที่บรรจุผ้า)
เรื่องของฆฏิการพรหมนี้  ปรากฏในฆฏิการสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ข้อที่ ๔๐๓

๒) สหัมบดีพรหม

          พระพรหมท่านนี้ ก็เป็นพรหมอนาคามี และเป็นผู้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า
และพระพุทธศาสนามาก  บ่อยครั้งที่ท่านจะมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า 
ตามที่เราทราบกันดีว่า ท่านเป็นผู้ที่มาทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม 
แต่มีพระสูตรหนึ่ง ในสังยุตตนิกาย ที่ผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ คือ
สหัมบดีพรหม  ได้มาแก้ทิฏฐิของนางพราหมณีคนหนึ่ง
ที่ชอบบูชาพระพรหมด้วยอาหารต่างๆ ให้เลิกเสีย
แล้วหันมาถวายทานแด่พระอรหันต์ผู้เป็นยิ่งกว่าพรหม
ดังปรากฏใน พรหมเทวสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อที่  ๕๖๓


เนื้อหาย่อๆ ก็มีอยู่ว่า .........
นางพราหมณีคนหนึ่ง มีบุตรชื่อว่า พรหมเทวะ  

ได้ออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ 
ส่วนนางพราหมณีผู้เป็นแม่ ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เคยทำบุญใส่บาตรกับพระภิกษุสงฆ์
แต่ชอบทำพิธีถวายอาหารแด่พระพรหมอยู่เสมอ

ครั้งหนึ่ง พระพรหมเทวะ เที่ยวบิณฑบาตในเวลาเช้า เข้ามาในเรือนของนางพราหมณีผู้เป็นมารดา 
แต่นางพราหมณีก็ไม่ถวายแม้ข้าวสักกระบวยหนึ่ง มัวแต่วุ่นอยู่กับการทำพิธีถวายอาหารพระพรหม


          สหัมบดีพรหมเห็นเรื่องนี้แล้ว จึงคิดว่าจะทำให้นางเกิดความสังเวช
ทำนองจะให้เห็นความไร้สาระของพิธีกรรมที่ทำอยู่ นางจะได้เลิกทิฏฐิผิด และหันมานับถือพระพุทธศาสนา 
คิดดังนั้น ท่านจึงได้หายตัวจากพรหมโลก มาปรากฏที่เบื้องหน้าของนางพราหมณี
แล้วกล่าวกับนางพราหมณี ว่า.... (ขอยกเนื้อความมาจากพระไตรปิฎก)

          ดูก่อนนางพราหมณี ท่านถือการบูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมใด 
มั่นคงเป็นนิตย์ พรหมโลกของพรหมนั้นอยู่ไกลจากที่นี้

          ดูก่อนนางพราหมณี  ภักษาของพรหมไม่ใช่เช่นนี้ 
ท่านไม่รู้จักทางของพรหม  ทำไมจึงบ่นถึงพรหม.

          ดูก่อนนางพราหมณ์ ก็ท่านพระพรหมเทวะของท่านนั้น   
เป็นผู้หมดอุปธิกิเลส  ถึงความเป็นอติเทพ ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล มีปกติขอ ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น

          ท่านพระพรหมเทวะที่เข้าสู่เรือนของท่าน เพื่อบิณฑบาต  เป็นผู้สมควรแก่บิณฑะที่บุคคลพึงนำมาบูชา
ถึงเวท มีตนอบรมแล้ว สมควรแก่ทักษิณาทานของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย 
ลอยบาปเสียแล้ว  อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้ว เป็นผู้เยือกเย็น กำลังเที่ยวแสวงหาอาหารอยู่.

          อดีตอนาคตไม่มีแก่ท่านพระพรหมเทวะนั้น ท่านพระพรหมเทวะเป็นผู้สงบระงับ   
ปราศจากควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง  วางอาชญาในปุถุชนผู้ยังมีความหวาดหวั่นและในพระขีณาสพผู้มั่นคงแล้ว

          ขอท่านพระพรหมเทวะนั้นจงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศที่สำหรับบูชาพรหมของท่าน

          ท่านพระพรหมเทวะซึ่งเป็นผู้มีเสนามารไปปราศแล้ว มีจิตสงบระงับ ฝึกตนแล้ว
เที่ยวไปเหมือนช้างตัวประเสริฐ  ไม่หวั่นไหว เป็นภิกษุมีศีลดี มีจิตพ้นวิเศษแล้ว  
ขอท่านพระพรหมเทวะนั้น จงบริโภคบิณฑบาตอันเลิศที่สำหรับบูชาพรหมของท่าน.

          ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทวะนั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักษิเณยยบุคคล

          ดูก่อนนางพราหมณี  ท่านเห็นมุนีผู้มีโอฆะอันข้ามแล้วจงทำบุญ  อันจะนำความสุขต่อไปมาให้

          ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระพรหมเทวะนั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหว  ตั้งทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักษิเณยยบุคคล

          ดูก่อนนางพราหมณี  ท่านเห็นมุนีผู้มีโอฆะอันข้ามแล้ว    ได้ทำบุญอันจะนำความสุขต่อไปมาให้แล้ว.

ในอรรถกถาพรหมเทวสูตรได้กล่าวถึงความคิดของท่านสหัมบดีพรหมไว้อย่างน่าสนใจ ว่า
          "นางพราหมณีนั้น ให้พระมหาขีณาสพผู้เป็นอัครทักขิไณยบุคคลเห็นปานนี้  นั่งแล้ว 
มิได้ถวายอาหารแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง   คิดว่า เราจักให้มหาพรหมบริโภค  
ดุจทิ้งตาชั่งเสียแล้วใช้มือชั่ง    ดุจทิ้งกลองเสียแล้วประโคมท้อง  
ดุจทิ้งไฟเสียแล้วเป่าหิ่งห้อย    เที่ยวทำพลีแก่ภูต  
เราจักไปทำลายมิจฉาทิฏฐิของนาง  ยกนางขึ้นจากทางแห่งอบาย 
จะกระทำโดยวิธีให้นางหว่านทรัพย์ ๘๐ โกฏิ  ลงในพระพุทธศาสนา  แล้วขึ้นสู่ทางสวรรค์"


          หมายความว่า ท่านสหัมบดีพรหม เห็นนางพราหมณีไม่ถวายอาหาร
แด่พระอรหันต์ขีณาสพผู้เป็นยอดแห่งทักขิเณยยบุคคล (ยอดแห่งผู้ควรรับถวายทาน) 
แต่กลับไปสนใจแต่จะถวายอาหารแด่พระพรหม
การทำอย่างนี้ เท่ากับทิ้งสิ่งมีประโยชน์ ไปคว้าเอาสิ่งไม่มีประโยชน์ 
เหมือนคนทิ้งตาชั่ง แล้วเอามือมาชั่งน้ำหนักแทน
เหมือนคนทิ้งกลอง แล้วเอามือตีท้อง หวังจะให้เกิดเสียงดังแทนกลอง
เหมือนคนทิ้งคบเพลิง ทิ้งไฟ แล้วไปเป่าหิ่งห้อย หวังจะให้เกิดแสงสว่างแทนคบเพลิง

          หลังจากนั้นท่านสหัมบดีพรหมจึงได้ไปกล่าวกับนางพราหมณี  ซึ่งเนื้อหาโดยสรุปก็คือ ท่านบอกว่า 
การที่นางพราหมณีทำเช่นนี้ ไม่ถูกต้อง  เพราะพระพรหมทั้งหลายนั้นอยู่ห่างไกลจากโลก
แล้วพระพรหมก็ไม่ได้กินอาหารอย่างที่นางกำลังทำเพื่อบูชาอยู่

          แล้วจึงบอกว่า ขอให้นางพราหมณีถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระพรหมเทวะแทนจะดีกว่า
เพราะพระพรหมเทวะนั้น  เป็นยอดแห่งพรหม
เป็นผู้ไม่มีกิเลส เป็นผู้ถึงเวท คือบรรลุอริยสัจ ถึงที่สุดทุกข์แล้ว

          เมื่ออ่านเรื่องท่านสหัมบดีพรหมได้มาให้สติแก่นางพราหมณีนี้ ทำให้น่าพิจารณาได้ว่า
การที่มนุษย์ทั้งหลาย ไปมัวเที่ยวแสวงหา เที่ยวบูชาพระพรหมอยู่นั้น 
นับว่าเป็นการทิ้งสิ่ง ที่เป็นประโยชน์ ไปคว้าเอาสิ่งไม่มีประโยชน์
เพราะสิ่งที่เหนือกว่าพรหม คือธรรมะ คือพระรัตนตรัยนั้น เป็นสิ่งยอดสุดอยู่แล้ว  คนกลับไม่สนใจ

          ท่านสหัมบดีพรหม ในฐานะที่เป็นพระพรหมองค์หนึ่ง จึงเหมือนกับมาเตือนว่า 
พรหมทั้งหลายเขาไม่ได้กินอาหารที่คนบูชาอย่างนี้ แล้วผู้ที่เหนือกว่าพรหมทั้งหลายก็มีอยู่ 
คือพระอรหันต์ทั้งหลาย และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น นั่นเอง

๓) สนังกุมารพรหม

          ท่านสนังกุมารพรหมนี้  เป็นพระพรหมที่มีลักษณะแปลกกว่าพรหมองค์อื่น
คือ มีรูปลักษณะเป็นเด็ก ไว้ศีรษะเกล้าจุก ๕ จุก 
เนื่องจากว่า ในสมัยโบราณนานไกล  สนังกุมารพรหม  แม้เมื่อสมัยเป็นเด็ก ไว้จุก ๕ จุก
ก็ได้ปฏิบัติสมาธิจนได้ฌาน ได้บังเกิดยังพรหมโลก  

          คำว่า สนังกุมาร แปลว่า  เด็กโบราณ , เด็กเก่าแก่   ก็เพราะในสมัยก่อน ท่านเป็นเด็ก นั่นเอง

          ผู้เขียนยังไม่พบหลักฐานว่า สนังกุมารพรหมเป็นพระอนาคามีด้วยหรือไม่
แต่ที่แน่นอนก็คือ ท่านเป็นพรหมพุทธองค์หนึ่ง 
เมื่อถึงวันอุโบสถ (วันพระ) ๑๕ ค่ำ  ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในสุธัมมาเทวสภา 
พวกเทวดาจะมาฟังโอวาทธรรมจากพระอินทร์บ้าง จากเทวดาผู้เป็นปราชญ์ เป็นอริยบุคคลบ้าง  
และสนังกุมารพรหม  ก็จะมาที่สุธัมมาเทวสภา 
บางครั้งก็มากล่าวธรรมให้พวกเทวดาฟัง บางครั้งก็อนุโมทนา
การแสดงธรรมของพระอินทร์ หรือของเทวดา เป็นต้น

          มี พระสูตรหนึ่ง ชื่อ สนังกุมารสูตร (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อที่ ๖๐๖)
ได้กล่าวถึงสนังกุมารพรหม มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และกล่าวธรรมภาษิตบทหนึ่ง
พระพุทธเจ้าก็ทรงพอพระทัยในพระธรรมภาษิตนั้น
(คือ ทรงเห็นด้วยกับธรรมภาษิตนั้น ว่ามีความถูกต้อง เข้ากันได้กับคำสอนของพระองค์)
ธรรมภาษิตนั้น มีใจความว่า

ขตฺติโย เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ     เย โคตฺตปฏิสาริโน
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน     โส เสฏฺโฐ เทวมานุเสติ ฯ


(แปลว่า)

กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร
แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในเทวดาและมนุษย์

ธรรมภาษิตนี้มีความหมายว่า
ในกลุ่มคนทั่วไป ที่ยังยึดติดกันเรื่องวรรณะ เรื่องโคตร คือชาติตระกูลนั้น
เขาก็จะยอมรับกันว่า กษัตริย์ก็เป็นผู้ประเสริฐที่สุด
แต่ถ้าใครก็ตาม ถึงพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ดี และจรณะ คือความประพฤติดี
ย่อมประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์

          ธรรมภาษิตนี้ เป็นการยืนยันหลักการของพระพุทธศาสนาที่สำคัญ ก็คือ
พระพุทธศาสนา จะเน้นที่ศักยภาพของมนุษย์ในการพัฒนาตนเอง
ให้เป็นผู้มีวิถีชีวิตที่ประเสริฐ  มากกว่าเหตุปัจจัยภายนอก
เช่นชาติตระกูล หรือยศถาบรรดาศักดิ์ และยังบอกอีกด้วยว่า
ความเป็นกษัตริย์หรือคนวรรณะสูง ก็เป็นที่ยกย่องกันเฉพาะในกลุ่มคนที่ยังติดเรื่องชาติชั้นวรรณะ
แต่ผู้ใด พัฒนาตนเองได้สูงสุด ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะแล้ว
เขาเป็นผู้ประเสริฐ ทั้งในหมู่ของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย คือแม้เทวดา ก็ยังต้องเคารพบูชา

          พรหม ที่เป็นชาวพุทธยังมีอีกหลายท่าน
ที่ยกมาแสดงนี้ก็เฉพาะท่านที่มีชื่อปรากฏบ่อยในพระไตรปิฎก
และมีเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม
การที่นำเรื่องพรหมพุทธมาแสดงนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ชาวพุทธหันไปอ้อนวอน
เคารพบูชาท่านที่เป็นพรหมพุทธเหล่านี้แทนท้าวชปจร. แต่อย่างใด
แต่ให้เป็นข้อพิจารณาว่า พรหมพุทธนั้น ท่านเป็นพระพรหม
เป็นเทพประเภทที่คนเชื่อถือกันมากว่ายิ่งใหญ่ แต่ท่านเหล่านี้
ก็ไม่ได้ถือว่าตัวท่านยิ่งใหญ่พิเศษมากมายอะไร
ท่านก็ยังถือธรรมะเป็นสิ่งสูงสุด เคารพบูชาพระรัตนตรัย
ให้ความสำคัญกับพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า มากกว่าอย่างอื่น


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรหมสนังกุมาร >>> บ้านอุณมิลิต ::  http://www.ounamilit.com/b28_tep.htm


		

ข้อแตกต่างของพรหม(แบบ)พราหมณ์ กับพรหม(แบบ)พุทธ ก็คือ

พรหมพราหมณ์
          - มีการอ้อนวอนขอร้องให้ท่านช่วยบันดาลโน่นบันดาลนี่ (แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นผลสำเร็จอะไร)
          - เชื่อว่าท่านยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้คอยบังคับ ลิขิตควบคุมชีวิตมนุษย์  (ซึ่งก็ไม่จริงอีกเช่นเดียวกัน)

พรหมพุทธ
          - ไม่ต้องไปอ้อนวอนอะไร  เพราะท่านก็เป็นเพื่อนร่วมสังสารวัฏฏเหมือนกันกับเรา
          - ท่านให้ความสำคัญกับธรรมะ และยกธรรมะเหนือกว่าสิ่งอื่น 
มนุษย์ที่ปฏิบัติตามธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนกับพระพรหม ไม่แตกต่างอะไรกันเลย
          - ถ้ามนุษย์มีความเห็นผิดจากหลักธรรม (เช่นกรณีมารดาพระพรหมเทวะ)
ท่านจะลงมาช่วยชี้แนะแก้ไขให้ความเข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง


แหล่งข้อมูล >>>  http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=5686.5%3Bwap2

 


เรื่องของพระพรหมและพระพาหิยเถร

 28 - พระพาหิยเถระ เอตทัคคะในทางขิปปาภิญญา 

พระพาหิยะ 
เกิดในวรรณแพศย์ ตระกูลกุฎุมพี แคว้นพาหิยะ คงจะเรียกชื่อท่านตามชื่อแคว้น 
เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ประกอบอาชีพค้าขายตามบรรพบุรุษ เนื่องจากมีถิ่นฐานอยู่แถบชายฝั่งทะเล 
จึงอาศัยเรือเดินทะเลบรรทุกสุวรรณภูมิ อันตั้งอยู่ในแคว้นกัมโพชะ อินเดียตอนเหนือ 
ท่าจอดเรือรับส่งขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือสุปปารกะ ในอปรันตชนบท เรือแตกแต่รอดตาย

การเดินเรือค้าขายเป็นไปตามปกติตลอดมา แต่วันหนึ่งขณะที่เรือกำลังเล่นอยู่ในทะเล
ใกล้จะถึงท่าสุปปารกะ ได้มีลมพายุเกิดคลื่นใหญ่ซัดเรืออับปางลงลูกเรือตายทั้งหมด 
พาหิยะ คนเดียวเท่านั้นที่อาศัยเกาะแผ่นกระดาน สามารถพยุงกายมิให้จมน้ำตายเป็นเหยื่อปลาในทะเล
พยายามกระเสือกกระสนประคองกายเข้ามาถึงฝั่งที่ท่าสุปปารกะได้ 
แต่พาหิยะก็มาถึงท่าเพียงตัวเท่านั้น เสื้อผ้าที่สวมใส่หลุดหายไปในทะเล เหลือแต่ร่างกายที่เปลือยเปล่า
ณ บริเวณท่าเรือสุปปาระกะนั้น มีพ่อค้าประชาชนหนาแน่น เพราะเป็นศูนย์กลางการ
ขนถ่ายสินค้าและการค้าขาย พาหิยะ นอนหมดแรงอยู่ที่ชายฝั่งทั้งหิวทั้งเพลีย 
นอนคิดหาหนทางเพื่อเอาชีวิตรอดต่อไป แต่รู้สึกเขินอายที่ร่างกายเปลือยเปล่า ไม่มีสิ่งใดปิดบังร่างกายเลย 
จึงใช้เปลือกไม้บ้างใบไม้บ้าง เท่าที่จะหาได้มาทำเป็นเครื่องปิดบังแทนเครื่องนุ่งห่ม 
และได้เข้าไปอาศัยร่มเงาที่ศาลเทพารักษ์แห่งหนึ่งใกล้ๆ บริเวณท่าเรือสุปปารกะนั้น 
พอความเหนื่อยเพลียบรรเทาลงแล้ว จึงถือแผ่นกระเบื้องเที่ยวขออาหารจากชาวบ้าน

อรหันต์เปลือย
ในยุคสมัยนั้นคำว่า “พระอรหันต์” เป็นคำที่ประชาชนกล่าวขานกันทั่วไปว่า มีอยู่ที่โน่นบ้าง มีอยู่ที่นี่บ้าง 
แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดได้เคยพบพระอรหันต์จริง ๆ เลย พอได้เห็นพาหิยะผู้นุ่งเปลือกไม้ มีร่างกายผ่ายผอม 
ถือแผ่นกระเบื้องเดินมาในลักษณะอย่างนั้น ต่างก็พากันเข้าใจว่า“นี่แหละ คือ พระอรหันต์” 
ดังนั้นจึงพากันให้อาหารบริโภคอย่างอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม 
ทำให้พาหิยะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่พาหิยะปฏิเสธไม่ยอมรับเสื้อผ้ามาสวมใส่ 
เพราะเกิดความคิดว่า “ถ้าสวมใส่เสื่อผ้าแล้ว จะทำให้เสื่อมจากลาภสักการะ” 
อีกทั้งก็เริ่มเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นพระอรหันต์จริง ๆ จึงดำรงชีวิตและปฏิบัติตนไปตามนั้น
ใบไม้และเปลือกไม้ที่แห้งไปก็เปลี่ยนใหม่ 
ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้นามต่อท้ายชื่อของท่านว่า “ทารุจิริยะ”และเรียกชื่อท่านเต็มๆ ว่า “พาหิยทารุจิริยะ” 
ซึ่งแปลว่า พาหิยะผู้มีเปลือกไม้เป็นเครื่องนุ่งห่ม
และท่านได้ดำเนินชีวิตโดยทำนองนี้เรื่องมาเป็นเวลานาน

** พระพรหมมาเตือนให้กลับใจ **
วันหนึ่ง ได้มีพระพรหม ผู้เคยเป็นสหายเก่าที่เคยปฏิบัติธรรมร่วมกันในอดีตชาติกับพาหิยะ 
และได้บรรลุธรรมถึงชั้นอนาคามิผล เมื่อตายแล้วได้ไปเกิดในพรหมชั้นสุทธาวาส 
ได้ติดตามดูพฤติกรรมของพาหิยะมาตลอด เห็นว่าสหายกำลังปฏิบัติผิดทาง ดำเนินชีวิตด้วยการลวงโลก
ซึ่งจะทำให้เขาไปเกิดในทุคติอบายภูมิ จึงลงมาเตือนให้สติว่า
“พาหิยะ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ บัดนี้ พระอรหันต์ที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้วในโลก 
ขณะนี้ พระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถีแคว้นโกศล”

พระหิยะ ได้ฟังคำเตือนของพระพรหมผู้เป็นสหายเก่าแล้วเกิดความสลดใจในการกระทำของตนเอง 
รู้สึกสำนึกผิดเลิกละการกระทำนั้น และเกิดความปิติยินดีที่ทราบว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก 
จึงรีบออกเดินทางจากท่าเรือสุปปารกะ มุ่งสู่เมืองสาวัตถี ซึ่งมีระยะทางถึง ๑๒๐โยชน์ (๑๙๒ กม.) 
ท่านเดินทางทั้งวันทั้งคืนอย่างรีบร้อน เพื่อเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาให้เร็วที่สุด
เพราะไม่รู้แน่ว่าความตายจะมาถึงเมื่อใด ท่านเดินทางมาถึงเมืองสาวัตถี ในเวลารุ่งเช้า
แล้วรีบตรงไปยังพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อได้ทราบว่า ขณะนี้พระบรมศาสดา เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมือง
จึงรีบติดตามไปในเมืองและได้พบพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ 
ด้วยความปีติยินดีอย่างที่สุดได้เข้าไปกราบแทบพระบาทแล้ว กราบทูลขอให้ทรงแสดงธรรมให้ฟัง
พระพุทธองค์องค์ตรัสห้าวว่า “พาหิยะ เวลานี้ มิใช่เวลาแสดงธรรม”

ตรัสรู้เร็วพลัน
พาหิยะ ได้พยายามกราบทูลอ้อนวอนถึง ๓ ครั้ง พระบรมศาสดา จึงทรงแสดงพระธรรมเทศให้ฟัง 
โดยตรัสสอนให้สำรวมอินทรีย์ คือ
เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น 
ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส และสัมผัสสักแต่ว่าสัมผัสเท่านั้น
อย่ายินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น และหมั่นสำเหนียกศึกษาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่เป็นนิตย์

พาหิยะ ส่งกระแสจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลในทันที
ท่านได้กราบทูลขออุปสมบท แต่พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณว่า ในอดีตชาติท่านพาหิยะ 
ไม่เคยทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรด้วยบาตรและจีวรเลย เมื่อบวชแล้วบาตรและจีวรที่จะเกิดด้วยบุญฤทธิ์ 
ก็จะไม่มีจึงรับสั่งให้ท่านไปหาบาตรและจีวรมาให้ครบก่อน และในขณะที่ท่านกำลังแสวงหาบาตรและจีวรอยู่นั้น
ได้ถูกอมนุษย์ผู้เคยเป็นศัตรูกันมากแต่อดีตชาติ เข้าสิงร่างแม่โคลูกอ่อนวิ่งเข้าขวิดท่านตาย 
จึงถือว่าท่านนิพพานตั้งแต่ยังไม่ได้บวช
พระพุทธองค์ เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทอดพระเนตรเห็นศพของท่านนอนอยู่ริมทาง
จึงรับสั่งให้ภิกษุที่ติดตามเสด็จมา จัดการฌาปนกิจให้ท่าน และทรงยกย่องท่านในตำแหน่ง
เอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ขิปปาภิญญา คือ ตรัสรู้เร็วพลัน

*** พรหมเพื่อนผู้ที่มาเตือนสติท่านพาหิยะ 
พระพรหมองค์นั้นคือผู้ที่ดูแลชินบัญชรคาถาในปัจจุบันนี้ ***

แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/one/1/28.html

ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระที่หลายท่านอ้างถึง 
คือ ท้าวมหาพรหมสหายของพระพาหิยะ 
ผู้แนะนำให้กลับตัวกลับใจในพุทธกาลนั้นเอง 

การสิงทรง  พระพรหมในพระพุทธศาสนาไม่มี มีแต่ปฏิบัติจิตมีอดีตเหตุจึงมาช่วย
ได้ถามครูอาจารย์หลายท่าน ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระที่คนไทยนับถือมีที่มาจากองค์นี้
จะได้โมทนาได้ถูกทาง  ไม่งมงาย ไม่โดนหลอก  
จากพวกเปรต  อสุรกาย เทพมิจฉาต่างๆๆ
สามารถสวดพระคาถาชินบัญชร แล้วโมทนาความดีท่าน 
กลับตัวกลับใจ ละชั่ว ทำดี
ท่านยังเป็นพรหมอนาคามีอยู่ เหมือนการมาดูแล เป็นพรหมประจำคาถานั้นเอง
แม้ชื่อนั้นคนก็กล่าวไปในชื่อคาถา ไม่ใช่นามจริงท่าน แต่มีที่มา
บูชาพรหม ให้มีพรหมวิหารธรรมละชั่วทำดี ทำใจผ่องใส ดีที่สุด



 

Powered by MakeWebEasy.com