ศัพท์น่ารู้พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

Last updated: Dec 23, 2011  |  6059 จำนวนผู้เข้าชม  |  รอบรู้หมื่นฟ้า


   
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม  




พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

 

[๑๖๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ส่วนมะม่วงของนาย
จุนทกัมมารบุตร ใกล้เมืองปาวา ครั้งนั้นแล นายจุนทกัมมารบุตรเข้าไปเฝ้าพระ
ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า ดูกรจุนทะ ท่านชอบ
ใจความสะอาดของใครหนอ นายจุนทกัมมารบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ
ลงน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดไว้ ข้าพระองค์ชอบใจความสะอาดของ
พราหมณ์พวกนั้น ฯ
             พ. ดูกรจุนทะ ก็พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัย
สาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดไว้อย่างไรเล่า ฯ
             จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส พวกพราหมณ์ชาว
ปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร ย่อมชักชวน
สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ท่านลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่
พึงจับต้องแผ่นดิน ถ้าไม่จับต้องแผ่นดิน พึงจับต้องโคมัยสด ถ้าไม่จับต้องโคมัยสด
พึงจับต้องหญ้าเขียวสด ถ้าไม่จับต้องหญ้าเขียวสด พึงบำเรอไฟ ถ้าไม่บำเรอไฟ
พึงประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ถ้าไม่ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์
พึงลงน้ำ ๓ ครั้ง ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์
ชาวปัจฉาภูมิผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร
ย่อมบัญญัติความสะอาดอย่างนี้แล ข้าพระองค์ชอบใจความสะอาดของพราหมณ์
พวกนั้น ฯ
             พ. ดูกรจุนทะ พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัย
สาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดโดยประการอื่น
ส่วนความสะอาดในวินัยของพระอริยะ ย่อมมีโดยประการอื่น ฯ
             จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความสะอาดในวินัยของพระอริยะย่อมมี
อย่างไรเล่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ความสะอาดในวินัย
ของพระอริยะมีอยู่ด้วยประการใด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระ
องค์ด้วยประการนั้นเถิด ฯ
             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนทะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี
เราจักกล่าว นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้
ตรัสว่า ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทางวาจา
มี ๔ อย่าง ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง ฯ
             ดูกรจุนทะ ก็ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือชุ่มด้วยโลหิต ตั้งอยู่
ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต ๑ เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขา
ไม่ได้ให้ คือ ถือเอาวัตถุอันเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของ
บุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ด้วยจิตเป็นขโมย ๑ เป็น
ผู้ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ถึงความประพฤติล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดา
รักษา พี่ชายน้องชายรักษา พี่สาวน้องสาวรักษา ญาติรักษา ธรรมรักษา สตรีมี
สามี ผู้มีอาชญาโดยรอบ โดยที่สุดแม้สตรีผู้ที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย ๑
ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
             ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติพูดเท็จ คือ เขาอยู่ในสภา ในบริษัท ใน
ท่ามกลางญาติ ในท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล ถูกผู้อื่นนำไปเป็น
พยานซักถามว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใดจงพูดสิ่งนั้น ดังนี้ บุคคลนั้น
เมื่อไม่รู้กล่าวว่ารู้ หรือเมื่อรู้กล่าวว่าไม่รู้ เมื่อไม่เห็นกล่าวว่าเห็น หรือเมื่อเห็น
กล่าวว่าไม่เห็น ดังนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งผู้
อื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย ด้วยประการดังนี้ ๑ เป็นผู้พูด
ส่อเสียด คือ ฟังข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังข้างโน้น
แล้วมาบอกข้างนี้เพื่อทำลายคนหมู่โน้น ยุยงคนทั้งหลายผู้สามัคคีกันให้แตกกัน
หรือส่งเสริมชนทั้งหลายผู้แตกกันแล้ว ชอบความแยกกัน ยินดีความแยกกัน
เพลิดเพลินในความแยกกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้แยกกัน ๑ เป็นผู้พูดคำหยาบ คือ
กล่าววาจาที่หยาบคายกล้าแข็ง ทำให้ผู้อื่นข้องใจ เดือดร้อนแก่ผู้อื่น ใกล้ต่อ
ความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑ เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ คือ กล่าวไม่ถูกกาล
กล่าวไม่จริง กล่าวไม่อิงอรรถ ไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัย กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน
ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่ควร ๑ ดูกรจุนทะ
ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
             ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้อยากได้ของผู้อื่น คือ อยากได้วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่
ทรัพย์เป็นเครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่า ไฉนหนอ วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นพึงเป็นของเรา ดังนี้ ๑ เป็นผู้มีจิตปองร้าย คือ มี
ความดำริในใจอันชั่วร้ายว่า สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกทำลาย จงขาดสูญ จง
พินาศ หรืออย่าได้เป็นแล้ว ดังนี้ ๑ เป็นผู้มีความเห็นผิด คือ มีความเห็นวิปริต
ว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบาก
แห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดา
ไม่มี สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ผู้ปฏิบัติ
ชอบผู้ทำโลกนี้และโลกหน้า ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่น
ให้รู้ตาม ย่อมไม่มีในโลก ดังนี้ ๑ ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง
อย่างนี้แล ฯ
             ดูกรจุนทะ อกุศลกรรมบถมี ๑๐ ประการนี้แล ดูกรจุนทะ บุคคลผู้
ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เมื่อลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ถึง
แม้จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องแผ่นดิน ก็เป็น
ผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึง
แม้ไม่จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องหญ้าอันเขียว
สด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้ไม่
สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะ
บำเรอไฟ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้เป็นผู้ประนมอัญชลีนอบน้อมพระ
อาทิตย์ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะเป็นผู้ไม่ประนมอัญชลีนอบน้อม
พระอาทิตย์ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลา
เช้า ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะไม่ลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า
ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการนี้ เป็นความไม่สะอาดด้วย เป็นตัวกระทำไม่สะอาดด้วย ดูกรจุนทะ ก็
เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ นรกจึงปรากฏ
กำเนิดดิรัจฉานจึงปรากฏ เปรตวิสัยจึงปรากฏ หรือว่าทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น
จึงมี ฯ
             ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง ความสะอาดทางวาจามี ๔
อย่าง ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง ฯ
             ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วาง
ศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์
ทั้งปวงอยู่ ๑ ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ไม่ถือเอาวัตถุเป็น
อุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่า
ที่เจ้าของมิได้ให้ ด้วยจิตเป็นขโมย ๑ ละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการ
ประพฤติผิดในกาม ไม่ถึงความประพฤติล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดารักษา
พี่ชายน้องชายรักษา พี่สาวน้องสาวรักษา ญาติรักษา ธรรมรักษา มีสามี มีอาชญา
โดยรอบ โดยที่สุดแม้สตรีที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย ๑ ดูกรจุนทะ ความ
สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
             ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ อยู่ในสภา ใน
บริษัท ในท่ามกลางญาติ ในท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล ถูกผู้
อื่นนำไปเป็นพยานซักถามว่า มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใดจงพูดสิ่งนั้น บุรุษ
นั้นเมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หรือเมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น หรือเมื่อ
เห็นก็บอกว่าเห็น ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งผู้อื่น
บ้าง หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย ๑ ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำ
ส่อเสียด ฟังข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้น
แล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อทำลายคนหมู่โน้น สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริม
คนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีคนผู้พร้อมเพรียงกัน
เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าววาจาที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน ๑
ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก
จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ ๑ ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาด
จากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ  พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย
พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาล
อันควร ๑ ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
             ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่อยากได้ของผู้อื่น คือ ไม่อยากได้วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่า ไฉนหนอ วัตถุที่เป็นเครื่องอุปกรณ์
แก่ทรัพย์เครื่องปลื้ม แห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นพึงเป็นของเรา ดังนี้ ๑
ไม่มีจิตปองร้าย คือ ไม่มีความดำริในใจอันชั่วร้ายว่า สัตว์เหล่านี้จงเป็น
ผู้ไม่มีเวร ไม่มีความมุ่งร้ายกัน ไม่มีทุกข์ มีสุข รักษาตนเถิดดังนี้ ๑ มี
ความเห็นชอบ คือ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล การเซ่น
สรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มี
โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไป
ชอบ ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตน
เองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม มีอยู่ ดังนี้ ๑ ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางใจมี ๓
อย่าง อย่างนี้แล ฯ
             ดูกรจุนทะ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้แล ดูกรจุนทะ บุคคลผู้ประ
กอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ ลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ถึงแม้จับต้อง
แผ่นดิน ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้สะอาดอยู่
นั่นเอง ถึงแม้จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้อง
โคมัยสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้
สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้บำเรอไฟ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่บำเรอไฟ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่
นั่นเอง ถึงแม้ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง
ถึงแม้ไม่ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้
ลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่ลงน้ำ ๓
ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้เป็นความสะอาดด้วย เป็นตัวทำให้สะอาดด้วย ดูกร
จุนทะ ก็เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เทวดาทั้ง
หลายย่อมปรากฏ มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏ หรือว่าสุคติอย่างใดอย่างหนึ่ง
แม้อื่นจึงมี ฯ
             เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนั้นแล้ว นายจุนทะกัมมารบุตรได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ



   ว่าด้วยศรัทธา  
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


[181] ศรัทธา 4 (ความเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล - faith; belief; confidence)
        1. กัมมสัทธา (เชื่อกรรม, เชื่อกฎแห่งกรรม, เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่าเมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่าและเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น - belief in Karma; confidence in accordance with the law of action)
        2. วิปากสัทธา (เชื่อวิบาก, เชื่อผลของกรรม, เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว - belief in the consequences of actions)
        3. กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน, เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน - belief in the individual ownership of action)
        4. ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง 9 ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง - confidence in the Enlightenment of the Buddha)

        ศรัทธา 4 อย่างนี้ มีมาในบาลีเฉพาะข้อที่ 4 อย่างเดียว (เช่น องฺ.สตฺตก. 23/4/3; A.III.3 เป็นต้น) ว่าโดยใจความ ศรัทธา 3 ข้อต้น ย่อมรวมลงในข้อที่ 4 ได้ทั้งหมด
       อนึ่ง ในข้อ 3 มีข้อธรรมที่มาในบาลีคล้ายกัน คือ กัมมัสสกตาญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน - knowledge that action is one's own possession) เช่น อภิ.วิ. 35/822/443; Vbh.328.


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=181


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
 
สัทธาสูตร
ว่าด้วยศรัทธาของพระอริยสาวก


             [๑๐๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวอังคะชื่ออาปณะ ในแคว้นอังคะ
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาแล้วตรัสว่า ดูกรสารีบุตร อริยสาวก
ผู้ใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคต อริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัยในตถาคต
หรือในศาสนาของตถาคต.
             [๑๐๑๑] พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวกใด มีศรัทธามั่น
เลื่อมใสยิ่ง ในพระตถาคต อริยสาวกนั้น ไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัย ในพระตถาคต
หรือในศาสนาของพระตถาคต ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้ปรารภ
ความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง
ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
             [๑๐๑๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็วิริยะของอริยสาวกนั้น เป็นวิริยินทรีย์ ด้วยว่า
อริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้มีสติประกอบด้วยสติเป็น
เครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง จักระลึกถึง ตามระลึกถึง กิจที่ทำและคำพูดแม้นานได้.
             [๑๐๑๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สติของอริยสาวกนั้น เป็นสตินทรีย์ ด้วยว่าอริยสาวก
ผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้แล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักยึดหน่วงนิพพานให้
เป็นอารมณ์ ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต.
             [๑๐๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิของอริยสาวกนั้น เป็นสมาธินทรีย์ ด้วยว่า
อริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้ มีจิตตั้งมั่นโดยชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า
จักรู้ชัดอย่างนี้ว่า สงสารมีที่สุดและเบื้องต้นอันบุคคลรู้ไม่ได้แล้ว เบื้องต้นที่สุดไม่ปรากฏแก่
เหล่าสัตว์ ผู้มีอวิชชาเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ผู้แล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว ก็ความ
ดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งกองมืดคืออวิชชา นั้นเป็นบทอันสงบ นั่นเป็นบทอันประณีต
คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด
ความดับ นิพพาน.
             [๑๐๑๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัญญาของอริยสาวกนั้น เป็นปัญญินทรีย์ อริยสาวก
นั้นแล พยายามอย่างนี้ ครั้นพยายามแล้ว ระลึกอย่างนี้ ครั้นระลึกแล้ว ตั้งมั่นอย่างนี้ ครั้น
ตั้งมั่นแล้ว รู้ชัดอย่างนี้ ครั้นรู้ชัดแล้ว ย่อมเชื่อมั่นอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้ ก็คือธรรมที่เราเคยได้
ฟังมาแล้วนั่นเอง เหตุนั้น บัดนี้ เราถูกต้องด้วยนามกายอยู่ และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.
             [๑๐๑๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ศรัทธาของอริยสาวก เป็นสัทธินทรีย์ ดังนี้แล.
             [๑๐๑๗] พ. ดีละๆ สารีบุตร อริยสาวกใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใสในตถาคต
อริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัย ในพระตถาคต หรือในศาสนาของพระตถาคต ด้วยว่า
อริยสาวกผู้มีศรัทธา พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยัง
กุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
             [๑๐๑๘] ดูกรสารีบุตร ก็วิริยะของอริยสาวกนั้น เป็นวิริยินทรีย์ ด้วยว่าอริยสาวก
ผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่อง
รักษาตนอย่างยิ่ง จักระลึกถึง ตามระลึกถึง กิจที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้.
             [๑๐๑๙] ดูกรสารีบุตร ก็สติของอริยสาวกนั้น เป็นสตินทรีย์ ด้วยว่าอริยสาวกผู้มี
ศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้แล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักยึดหน่วงนิพพานให้เป็น
อารมณ์ ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต.
             [๑๐๒๐] ดูกรสารีบุตร ก็สมาธิของอริยสาวกนั้น เป็นสมาธินทรีย์ ด้วยว่าอริยสาวก
ผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้ มีจิตตั้งมั่นโดยชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ชัด
อย่างนี้ว่า สงสารมีที่สุดและเบื้องต้น อันบุคคลรู้ไม่ได้แล้ว เบื้องต้นที่สุดไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์
ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ผู้แล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว ก็ความดับ
ด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งกองมืด คืออวิชชา นั่นเป็นบทอันสงบ นั่นเป็นบทอันประณีต
คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด
ความดับ นิพพาน.
             [๑๐๒๑] ดูกรสารีบุตร ก็ปัญญาของอริยสาวกนั้น เป็นปัญญินทรีย์ อริยสาวกนั้นแล
พยายามอย่างนี้ ครั้นพยายามแล้ว ระลึกอย่างนี้ ครั้นระลึกแล้ว ตั้งมั่นอย่างนี้ ครั้นตั้งมั่นแล้ว
รู้ชัดอย่างนี้ ครั้นรู้ชัดแล้ว ย่อมเชื่อมั่นอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้ ก็คือธรรมที่เราเคยได้ฟังมาแล้ว
นั่นเอง เหตุนั้น บัดนี้ เราถูกต้องด้วยนามกายอยู่ และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.
             [๑๐๒๒] ดูกรสารีบุตร สิ่งใดเป็นศรัทธาของอริยสาวกนั้น สิ่งนั้นเป็นสัทธินทรีย์
ของอริยสาวกนั้น ดังนี้แล.
จบ สูตรที่ ๑๐

จบ ชราวรรคที่ ๕


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=19&A=5886&Z=5948

 
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕

			
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

พลสูตรที่ ๒
[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้  ๗ ประการเป็นไฉน คือ
ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ศรัทธาพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรม
วินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะ
เหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์  ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ศรัทธาพละ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิริยพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่ง
กุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม
ทั้งหลาย นี้เรียกว่า วิริยพละ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็หิริพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย นี้เรียกว่า หิริพละ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โอตตัปปพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย นี้เรียกว่า
โอตตัปปพละ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สติพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ย่อม
ระลึกนึกถึงแม้สิ่งที่ทำคำที่พูดไว้นานๆ ได้ นี้เรียกว่า สติพละ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน นี้เรียกว่า สมาธิพละ ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและ
ความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า
ปัญญาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล ฯ
                          ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ
                          สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗ ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗
                          ประการนี้ เป็นบัณฑิตย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรม
                          โดยแยบคาย ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ
                          หลุดพ้นแห่งจิต (จริมกจิต) คือ ความดับของภิกษุนั้น
                          ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น ฯ


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/read/?23/4/3


   พระอนาคตวงศ์   
บทสรุป

        องค์สมเด็จพระมหามุนีธิคุณเจ้าแห่งเราทั้งหลายตรัสพระสัทธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรว่า นานไปเบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ พระองค์นั้น จะได้ตรัสรู้แด่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเป็นลำดับกันฯ คือ
- องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าเป็นปฐมที่ ๑
- ถัดนั้นจึง พระรามโพธิสัตว์จะได้ตรัสที่ ๒
- ถัดนั้นจึง พระเจ้าปเสนธิโกศลจะได้ตรัสเป็นพระธรรมราชาที่ ๓
- ถัดนั้น พระยามาราธิราช จะได้ตรัสเป็นพระธรรมสามีที่ ๔
- ถัดนั้น อสุรินทราหู จะได้ตรัสเป็นพระนารทะที่ ๕
- ถัดนั้น โสณพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระรังสีมุนีที่ ๖
- ถัดนั้น สุภพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระเทวเทพที่ ๗
- ถัดนั้น โตไทยพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระนรสีหะที่ ๘
- ถัดนั้น ช้างธนบาลหัตถีนาฬาคีรี จะได้ตรัสเป็นพระติสสะที่ ๙
- ถัดนั้น ช้างปาลิไลยหัตถี จะได้ตรัสเป็นพระสุมงคลที่ ๑๐

พระองค์ได้ตรัสเป็นลำดับกันโดยนิยมดังนี้
อันว่าไม้พระศรีมหาโพธิอปราชิตบัลลังค์ที่นั่งทรงพิจารณาพระปฏิจจสมุปบาทธรรม แล้วตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูเจ้านั้น
- พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า คือไม้กากะทิงเป็นที่ตรัส ๑
- พระรามเจ้า คือ ไม้แก่นจันทร์แดงเป็นที่ตรัส ๒
- พระธรรมราชาเจ้า คือ ไม้กากะทิงเป็นที่ตรัส ๓
- พระธรรมสามีเจ้า คือ ไม้รังใหญ่เป็นที่ตรัส ๔
- พระนารทะเจ้า คือ ไม้แก่นจันทร์แดงเป็นที่ตรัส ๕
- พระรังสีมุนีเจ้า คือ ไม้ดีปลีใหญ่เป็นที่ตรัส ๖ (บางคัมภีร์ว่าเป็นไม้เลียบ)
- พระเทวเทพเจ้า คือ ไม้จำปาเป็นที่ตรัส ๗
- พระนรสีหะเจ้า คือ ไม้แคฝอยเป็นที่ตรัส ๘
- พระติสสะเจ้า คือ ไม้ไทรเป็นที่ตรัส ๙
- พระสุมงคลเจ้า คือ ไม้กากะทิงเป็นที่ตรัส ๑๐
อันว่าไม้พระมหาโพธิ ๑๐ ต้นนี้ เป็นที่ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญู แห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ พระองค์ อันจะบังเกิดในอนาคตกาลเบื้องหน้าฯ

        อันว่านรชาติหญิงชายทั้งหลายจำพวกใด ได้ถวายนมัสการกราบไหว้ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งสิบพระองค์กับทั้งไม้พระศรีมหาโพธิ ๑๐ ต้น ดังพรรณนามานี้ อันว่านรชาติหญิงชายจำพวกนั้นจะมีผลานิสงส์คือ มิได้ไปบังเกิดในนรกสิ้นกาลช้านานถึงแสนกัปป์ ด้วยกุศลเจตนาของอาตมาที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งสิบพระองค์นั้นฯ สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้าของเราทรงบัณฑูรพระธรรมเทศนาว่า แท้จริงกัปป์ที่เรียกสุญญกัปนั้น คือเปล่าเสียจากท่านผู้ทรงพระคุณ กัปป์ที่มิได้สูญจากท่านผู้ทรงพระคุณนั้นมี ๕ ประการ คือ
- สารกัปป์ ๑
- มัณฑกัปป์ ๑
- วรกัปป์ ๑
- สารมัณฑกัปป์ ๑
- ภัทรกัปป์ ๑

อันว่าแผ่นดินทั้ง ๕ ประการนี้ มีสมเด็จพระพุทธเจ้าบังเกิดใน สารกัปนั้น ๑ พระองค์, ในมัณฑกัปป์ ๒ พระองค์, ในวรกัปป์ ๓ พระองค์, ในสารมัณฑกัปป์ ๔ พระองค์, ในภัทรกัปป์ ๕ พระองค์ เหมือนกับแผ่นดินเราทุกวันนี้ ชื่อว่าภัทรกัปบังเกิดพระพุทธเจ้าถึง ๕ พระองค์ฯ คือ
- พระกุกกุสนธเจ้าพระองค์ ๑
- พระโกนาคมนเจ้าพระองค์ ๑
- พระกัสสปเจ้าพระองค์ ๑
- พระพุทธเจ้าของเราอันทรงพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพระองค์ ๑
- ไปในอนาคตเบื้องหน้า พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ซึ่งจะได้มาตรัสนั้น พระองค์ ๑
เป็นพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ด้วยกัน บังเกิดในภัทรกัปอันนี้ฯ

เมื่อองค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ตรัสแล้วล่วงลับดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน สิ้นพระศาสนาของพระองค์เจ้าแล้วล่วงไปจนถึงไฟประลัยโลก สิ้นแผ่นดินแผ่นฟ้าตลอดกาลช้านาน จึงบังเกิดแผ่นดินขึ้นมาใหม่เรียกว่า สุญญกัปป์ เปล่าเสียจากท่านผู้ทรงพระคุณวิเศษนั้นนานถึง อสงไขยแผ่นดิน โลกทั้งหลายมืดสิ้นไม่มีท่านผู้วิเศษเลย ต่อสิ้นกาลช้านานแห่งสุญญกัปป์นั้น นับได้อสงไขยแผ่นดินล่วงไปแล้ว เกิดกัปใหม่ตั้งแผ่นดินขึ้นใหม่เรียกว่ามัณฑกัปป์ จะมีสมเด็จพระพุทธเจ้า พระปัจเจกโพธิเจ้า และสมเด็จบรมจักร ในกาลครั้งนั้นจึงมีพระรามเจ้าเป็นอาทิจะได้ตรัสรู้ก่อน พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายที่สมควรจะได้ตรัสนั้น ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบๆกันไปตามนัยดังแสดงแล้วแต่หนหลัง ด้วยวาสนาภูมิบารมีของพระบรมโพธิสัตว์สร้างมานั้นต่างๆกัน
- ที่เป็นอุคฆติตัญญูโพธิสัตว์ สร้างพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ เรียกชื่อว่า ปัญญาธิกะ ยิ่งด้วยปัญญาฯ
- ที่เป็นวิปจิตัญญูโพธิสัตว์ สร้างพระบารมี ๘ อสงไขยแสนกัปป์ เรียกชื่อว่า สัทธาธิกะ ยิ่งด้วยศรัทธาฯ
- ที่เป็นเนยยโพธิสัตว์ สร้างพระบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ เรียกชื่อว่า วิริยาธิกะ ยิ่งด้วยความเพียรฯ
ตามประเพณีพุทธภูมิโพธิสัตว์ทั้ง ๓ จำพวก อันมีในคัมภีร์พระอนาคตวงศ์ ตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตรัสพระสัทธรรมเทศนา แก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ก็สิ้นเนื่อความยุติลงแต่เพียงเท่านี้ฯ 


แหล่งข้อมูล >>> http://sswschool.no-ip.info:84/84000/anakot/final.html

 
   อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์   
 พุทธปกิรณกกัณฑ์ ว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า 
เรื่องเบ็ดเตล็ดของพุทธวงศ์              
               คาถา ๑๘ คาถามีว่า อปริเมยฺยิโต กปฺเป จตุโร อาสุ ํ วินายกา เป็นอาทิ พึงทราบว่าเป็นนิคมคาถาที่พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายวางไว้.
               ในคาถาที่เหลือทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล.

               เวมัตตกถา              
               พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ที่ชี้แจงไว้ในพุทธวงศ์ทั้งสิ้นนี้ พึงทราบว่า มีเวมัตตะคือความแตกต่างกัน ๘ อย่างคือ อายุเวมัตตะ ปมาณเวมัตตะ กุลเวมัตตะ ปธานเวมัตตะ รัศมีเวมัตตะ ยานเวมัตตะ โพธิเวมัตตะ บัลลังกเวมัตตะ.

               อายุเวมัตตะ              
               บรรดาเวมัตตะเหล่านั้น ชื่อว่าอายุเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระชนมายุ ได้แก่ พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระชนมายุยืน บางพระองค์มีพระชนมายุสั้น.
               จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้า ๙ พระองค์เหล่านี้คือ พระทีปังกร พระโกณฑัญญะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระปทุมุตตระ พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี พระสิทธัตถะ พระติสสะ มีพระชนมายุแสนปี.
               พระพุทธเจ้า ๘ พระองค์เหล่านี้คือ พระมังคละ พระสุมนะ พระโสภิตะ พระนารทะ พระสุเมธะ พระสุชาตะ พระปิยทัสสี พระปุสสะ มีพระชนมายุเก้าหมื่นปี.
               พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ พระเรวตะ พระเวสสภู มีพระชนมายุหกหมื่นปี.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี มีพระชนมายุแปดหมื่นปี.
               พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์เหล่านี้คือ พระสิขี พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ มีพระชนมายุเจ็ดหมื่นปี, สี่หมื่นปี, สามหมื่นปี, สองหมื่นปี ตามลำดับ.
               ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา มีพระชนมายุร้อยปี.
               ประมาณอายุ ไม่มีประมาณ โดยยุคของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยกรรมที่ทำให้อายุยืน นี้ชื่อว่าอายุเวมัตตะ ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์.

               ปมาณเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่าปมาณเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งประมาณ ได้แก่พระพุทธเจ้าบางพระองค์สูง บางพระองค์ต่ำ.
               จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าคือพระทีปังกร พระเรวตะ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี พระวิปัสสี มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก.
               พระพุทธเจ้าคือพระโกณฑัญญะ พระมังคละ พระนารทะ พระสุเมธะ มีพระวรกายสูง ๘๘ ศอก.
               พระสุมนพุทธเจ้า มีพระสรีระสูง ๙๐ ศอก.
               พระพุทธเจ้าคือ พระโสภิตะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระปทุมุตตระ พระปุสสะ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก
               พระสุชาตพุทธเจ้า มีพระสรีระสูง ๕๐ ศอก.
               พระพุทธเจ้าคือพระสิทธัตถะ พระติสสะและพระเวสสภู มีพระวรกายสูง ๖๐ ศอก.
               พระสิขีพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง ๗๐ ศอก.
               พระพุทธเจ้าคือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะและพระกัสสปะ พระวรกายสูง ๔๐ ศอก ๓๐ ศอก ๒๐ ศอกตามลำดับ.
               ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา สูง ๑๘ ศอก.
               นี้ชื่อว่าปมาณเวมัตตะ ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์.

               กุลเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่ากุลเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งตระกูล ได้แก่ พระพุทธเจ้าบางพระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ บางพระองค์เกิดในตระกูลพราหมณ์.
               จริงอย่างนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะและพระกัสสปะ เกิดในตระกูลพราหมณ์.
               พระพุทธเจ้า ๒๒ พระองค์ที่เหลือมีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้นมีพระโคตมพุทธเจ้าเป็นที่สุด เกิดในตระกูลกษัตริย์ทั้งนั้น.
               นี้ชื่อว่ากุลเวมัตตะ ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์.

               ปธานเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่าปธานเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งการตั้งความเพียร ได้แก่ พระพุทธเจ้าคือพระทีปังกร พระโกณฑัญญะ พระสุมนะ พระอโนมทัสสี พระสุชาตะ พระสิทธัตถะและพระกกุสันธะ ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน.
               พระพุทธเจ้าคือพระมังคละ พระสุเมธะ พระติสสะและพระสิขี ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน.
               พระเรวตพุทธเจ้า ๗ เดือน.
               พระโสภิตพุทธเจ้า ๔ เดือน.
               พระพุทธเจ้าคือ พระปทุมะ พระอัตถทัสสีและพระวิปัสสี ครึ่งเดือน.
               พระพุทธเจ้าคือ พระนารทะ พระปทุมุตตระ พระธัมมทัสสีและพระกัสสปะ ๗ วัน.
               พระพุทธเจ้าคือ พระปิยทัสสี พระปุสสะ พระเวสสภูและพระโกนาคมนะ ๖ เดือน.
               พระพุทธเจ้าของเราทรงบำเพ็ญเพียร ๖ ปี.
               นี้ชื่อว่าปธานเวมัตตะ.

               รัศมีเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่ารัศมีเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระรัศมี.
               ได้ยินว่า พระมังคลสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระรัศมีแห่งพระสรีระ แผ่ไปในหมื่นโลกธาตุ.
               พระปทุมุตตรพุทธเจ้า แผ่ไป ๑๒ โยชน์.
               พระวิปัสสีพุทธเจ้า แผ่ไป ๗ โยชน์.
               พระสิขีพุทธเจ้า แผ่ไป ๓ โยชน์.
               พระกกุสันธพุทธเจ้า แผ่ไป ๑๐ โยชน์.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ประมาณหนึ่งวาโดยรอบ.
               พระพุทธเจ้านอกนั้น ไม่แน่นอน.
               นี้ชื่อว่ารัศมีเวมัตตะ.

               ยานเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่า ยานเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระยาน ได้แก่ พระพุทธเจ้าบางพระองค์ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง บางพระองค์ด้วยยานคือม้า บางพระองค์ด้วยยานคือรถ ดำเนินด้วยพระบาท ปราสาทและวอเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
               จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าคือพระทีปังกร พระสุมนะ พระสุเมธะ พระปุสสะ พระสิขีและพระโกนาคมนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง
               พระโกณฑัญญะ พระเรวตะ พระปทุมะ พระปิยทัสสี พระวิปัสสีและพระกกุสันธะ ด้วยยานคือรถ.
               พระมังคละ พระสุชาตะ พระอัตถทัสสี พระติสสะและพระโคตมะ ด้วยยานคือม้า.
               พระอโนมทัสสี พระสิทธัตถะ พระเวสสภู ด้วยยานคือวอ.
               พระนารทะเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยพระบาท.
               พระโสภิตะ พระปทุมุตตระ พระธัมมทัสสีและพระกัสสปะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท.
               นี้ชื่อว่ายานเวมัตตะ.

               โพธิรุกขเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่าโพธิรุกขเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งโพธิพฤกษ์ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นกปิตนะ มะขวิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าโกณฑัญญะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นสาลกัลยาณี ขานาง
               พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนาคะ กากะทิง.
               พระอโนมทัสสี มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นอัชชุนะ กุ่ม.
               พระปทุมะและพระนารทะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นมหาโสณะ อ้อยช้างใหญ่.
               พระปทุมุตตระ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นสลละ หรือสาละ.
               พระสุเมธะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนีปะ กะทุ่ม.
               พระสุชาตะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นเวฬุ ไผ่.
               พระปิยทัสสี มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นกกุธะ กุ่ม.
               พระอัตถทัสสี โพธิพฤกษ์ชื่อต้นจัมปกะ จำปา.
               พระธัมมทัสสี โพธิพฤกษ์ชื่อต้นรัตตกุรวกะ ซ้องแมวแดง.๑-
               พระสิทธัตถะ โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นกณิการะ กรรณิการ์.
               พระติสสะ โพธิพฤกษ์ชื่อต้นอสนะ ประดู่.
               พระปุสสะ โพธิพฤกษ์ชื่อต้นอาลมกะ มะขามป้อม.
               พระวิปัสสี โพธิพฤกษ์ชื่อต้นปาฏลี แคฝอย.
               พระสิขี โพธิพฤกษ์ชื่อต้นปุณฑรีกะ กุ่มบก.
               พระเวสสภู โพธิพฤกษ์ชื่อต้นสาละ.
               พระกกุสันธะ โพธิพฤกษ์ชื่อต้นสรีสะ ซึก.
               พระโกนาคมนะ โพธิพฤกษ์ชื่อต้นอุทุมพระ มะเดื่อ.
               พระกัสสปะ โพธิพฤกษ์ชื่อต้นนิโครธ ไทร.
               พระโคตมะ โพธิพฤกษ์ชื่อต้นอัสสัตถะ โพธิใบ.
               นี้ชื่อว่าโพธิเวมัตตะ.
____________________________
๑- บาลีในธัมมทัสสีพุทธวงศ์ข้อ ๑๖ เป็นต้นพิมพิชาละ มะพลับ.

               บัลลังกเวมัตตะ              
               ที่ชื่อว่าบัลลังกเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งบัลลังก์ ได้แก่ พระพุทธเจ้า คือ พระทีปังกร พระเรวตะ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสีและพระวิปัสสี มีบัลลังก์ ๕๓ ศอก.
               พระโกณฑัญญะ พระมังคละ พระนารทะและพระสุเมธะ มีบัลลังก์ ๕๗ ศอก.
               พระสุมนะ มีบัลลังก์ ๖๐ ศอก.
               พระโสภิตะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระปทุมุตตระและพระปุสสะ มีบัลลังก์ ๓๘ ศอก.
               พระสุชาตะ มีบัลลังก์ ๓๒ ศอก.
               พระสิทธัตถะ พระติสสะและพระเวสสภู มีบัลลังก์ ๔๐ ศอก.
               พระสิขี มีบัลลังก์ ๓๒ ศอก.
               พระกกุสันธะ มีบัลลังก์ ๒๖ ศอก.
               พระโกนาคมนะ มีบัลลังก์ ๒๐ ศอก.
               พระกัสสปะ มีบัลลังก์ ๑๕ ศอก.
               พระโคตมะ มีบัลลังก์ ๑๔ ศอก.
               นี้ชื่อว่าบัลลังกเวมัตตะ
               เหล่านี้ชื่อว่าเวมัตตะ ๘.

               เรื่องสถานที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงละ              
               ก็พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละสถานที่ ๔ แห่ง.
               จริงอยู่ โพธิบัลลังก์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละ เป็นสถานที่แห่งเดียวกันนั่นเอง. ไม่ทรงละการประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะมิคทายวัน, ไม่ทรงละสถานที่เหยียบพระบาทครั้งแรก ใกล้ประตูสังกัสสนคร ครั้งเสด็จลงจากเทวโลก, ไม่ทรงละสถานที่วางเท้าเตียง ๔ เท้าแห่งพระคันธกุฎีในพระวิหารเชตวัน, พระวิหารเล็กก็มี ใหญ่ก็มี ทั้งพระวิหารก็ไม่ละ ทั้งพระนครก็ไม่ละ.

               เรื่องการกำหนดสหชาตและกำหนดนักษัตร์              
               ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย แสดงกำหนดสหชาตและกำหนดนักษัตร ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเท่านั้น.
               สิ่งที่เกิดร่วมกันกับพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ของเรามี ๗ เหล่านี้ คือ พระมารดาพระราหุล ๑ พระอานันทเถระ ๑ พระฉันนะ ๑ พระยาม้ากัณฐกะ ๑ หม้อขุมทรัพย์ ๑ พระมหาโพธิ ๑ พระกาฬุทายี ๑ นี้ชื่อว่ากำหนดสหชาต.
               โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์ในเดือนอุตตราสาธ พระมหาบุรุษลงสู่พระครรภ์พระชนนี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงประกาศพระธรรมจักร ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์. โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์ในเดือนวิสาขะ ประสูติตรัสรู้และปรินิพพาน. โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์เดือนมาฆะ พระองค์ทรงประชุมพระสาวกและทรงปลงอายุสังขาร, โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์เดือนอัสสยุชะ เสด็จลงจากเทวโลก.
               นี้ชื่อว่ากำหนดนักษัตร.

               เรื่องธรรมดาของพระพุทธเจ้า              
               บัดนี้ เราจะประกาศธรรมดาทั่วไปของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มี ๓๐ ถ้วน คือ
               ๑. พระโพธิสัตว์ผู้มีภพสุดท้าย มีสัมปชัญญะรู้ตัว ลงสู่พระครรภ์ของพระชนนี
               ๒. พระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิในพระครรภ์ของพระชนนีหันพระพักตร์หันพระพักตร์ออกไปภายนอก
               ๓. พระชนนีของพระโพธิสัตว์ยืนประสูติ
               ๔. พระโพธิสัตว์ออกจากพระครรภ์พระชนนีในป่าเท่านั้น
               ๕. พระโพธิสัตว์วางพระบาทลงบนแผ่นทอง หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ย่างพระบาท ๗ ก้าว เสด็จไปตรวจดู ๔ ทิศแล้วเปล่งสีหนาท
               ๖. พระมหาสัตว์ พอพระโอรสสมภพ ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ แล้วออกมหาภิเนษกรมณ์
               ๗. พระมหาสัตว์ ทรงถือผ้าธงชัยแห่งพระอรหันต์ ทรงผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรกำหนดอย่างต่ำที่สุด ๗ วัน
               ๘. เสวยข้าวมธุปายาส ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ
               ๙. ประทับนั่งเหนือสันถัตหญ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
               ๑๐. ทรงบริกรรมอานาปานัสสติกัมมัฏฐาน
               ๑๑. ทรงกำจัดกองกำลังของมาร
               ๑๒. ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง ทรงได้คุณมีอสาธารณะญาณ ตั้งแต่วิชชา ๓ เป็นต้นไปเป็นอาทิ
               ๑๓. ทรงยับยั้งใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์
               ๑๔. ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาเพื่อให้ทรงแสดงธรรม
               ๑๕. ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน
               ๑๖. ในวันมาฆบูรณมี ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในที่ประชุมสาวกประกอบด้วยองค์ ๔
               ๑๗. ประทับอยู่ประจำ ณ ที่พระวิหารเชตวัน
               ๑๘. ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี
               ๑๙. ทรงแสดงพระอภิธรรม ณ ภพดาวดึงส์
               ๒๐. เสด็จลงจากเทวโลก ใกล้ประตูสังกัสสนคร
               ๒๑. ทรงเข้าผลสมาบัติต่อเนื่องกัน
               ๒๒. ทรงตรวจดูเวไนยชน ๒ วาระ
               ๒๓. เมื่อเรื่องเกิดขึ้น จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
               ๒๔. เมื่อเหตุต้นเรื่องเกิดขึ้น จึงตรัสชาดก
               ๒๕. ตรัสพุทธวงศ์ในสมาคมพระประยูรญาติ
               ๒๖. ทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุอาคันตุกะ
               ๒๗. พวกภิกษุจำพรรษาแล้วถูกนิมนต์ ไม่ทูลบอกลาก่อน ไปไม่ได้
               ๒๘. ทรงทำกิจก่อนและหลังเสวย ยามต้น ยามกลางและยามสุดท้ายทุกๆ วัน
               ๒๙. เสวยรสมังสะ ในวันปรินิพพาน.
               ๓๐. ทรงเข้าสมาบัติยี่สิบสี่แสนโกฏิสมาบัติแล้วจึงปรินิพพาน.
               ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มี ๓๐ ถ้วนดังกล่าวมาฉะนี้.

               เรื่องอนันตรายิกธรรม              
               พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีอนันตรายิกธรรม (คือ ไม่มีอันตรายเป็นธรรมดา) ๔ คือ
               ๑. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่ปัจจัย ๔ ที่มีเฉพาะพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
               ๒. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่พระชนมายุของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ข้อที่บุคคลพึงใช้ความพยายามปลงพระชนม์ชีพพระตถาคต ไม่เป็นฐานะ ไม่เป็นโอกาส [คือเป็นไปไม่ได้]
               ๓. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและแก่พระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ
               ๔. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่พระพุทธรังสีได้เหล่านี้ ชื่อว่าอนันตรายิกธรรม ๔.

               นิคมนกถา              
               คำส่งท้ายเรื่อง     
         
                         การพรรณนาพุทธวงศ์ อันงดงามด้วยนัยอันวิจิตร
               ซึ่งผู้รู้บทพรรณนาให้ง่าย ถึงความสำเร็จด้วยกถาเพียง
               เท่านี้.
                         ข้าพเจ้ายึดทางแห่งอรรถกถาเก่า อันประกาศ
               ความแห่งบาลี เป็นหลักอย่างเดียว แต่งอรรถกถาพุทธ-
               วงศ์
                         เพราะละเว้นความที่เยิ่นเย้อ ประกาศแต่ความอัน
               ไพเราะทุกประการ ฉะนั้น จึงชื่อว่ามธุรัตถวิลาสินี.
                         เมื่อสาธุชน ผู้มีวาจาไพเราะ ชื่อกัณหทาส สร้าง
               วิหาร ที่มีกำแพงและซุ้มประตูอันงามโดยอาการต่างๆ
               ถึงพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ น่าดู น่ารื่นรมย์ เป็นที่คับ
               แคบแห่งทุรชนที่ถูกกำจัด เป็นที่สงัดสบาย น่าเจริญใจ
               ณ ท่าเรือกาวีระ เป็นพื้นแผ่นดินที่เต็มด้วยชุมทางน้ำ
               แห่งแม่น้ำกาวีระ น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นด้วยหญิงชาย
               ต่างๆ.
                         ข้าพเจ้าอยู่ ณ พื้นปราสาทด้านทิศตะวันออกใน
               วิหารนั้น ที่เย็นอย่างยิ่ง แต่งอรรถกถาพรรณนาพุทธ-
               วงศ์.
                         อรรถกถาพรรณนาพุทธวงศ์นี้ เว้นอันตราย
               ข้าพเจ้าแต่งสำเร็จดีแล้วฉันใด ขอความตรึกของชน
               ทั้งหลายที่ชอบด้วยธรรม จนถึงความสำเร็จโดยเว้น
               อันตรายฉันนั้น.
                         ข้าพเจ้าผู้แต่งอรรถกถาพุทธวงศ์นี้ ปรารถนา
               บุญอันใด ด้วยเทวานุภาพแห่งบุญนั้น ขอโลกจง
               ประสบประโยชน์อย่างดี ที่สงบยั่งยืนทุกเมื่อ.
                         ขอโรคทั้งปวงในมนุษย์ทั้งหลาย จงพินาศไป
               แม้ฝนก็จงตกต้องตามฤดูกาล แม้สัตว์นรกก็จงมีสุข
               อย่างดีเป็นนิตย์ เหล่าปีศาจทั้งหลาย ก็จงปราศจาก
               ความหิวกระหาย.
                         ขอเทวดาทั้งหลายกับหมู่อัปสรเป็นต้นจงเสวย
               สุขในเทวโลกนานๆ.
                         ขอธรรมของพระจอมมุนี จงดำรงอยู่ในโลก
               ยั่งยืนนาน
                         ขอท่านผู้มีหน้าที่คุ้มครองโลกจงปกครอง
               แผ่นดินให้เป็นสุขเถิด.
                         พระเถระโดยนามที่ท่านครูทั้งหลาย ขนาน
               ให้ปรากฏว่า พุทธทัตตะ แต่งคัมภีร์อรรถกถา ชื่อ
               มธุรัตถวิลาสินี.
                         ตั้งคัมภีร์นี้ที่นำประโยชน์สืบๆ กันมา โดย
               ความที่สังขารตั้งอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องตกไปสู่อำนาจ
               มฤตยูหนอ.
               คัมภีร์มธุรัตถวิลาสินีกล่าวโดยภาณวารมี ๒๖ ภาณวาร โดยคันถะมี ๖,๕๐๐ คันถะ โดยอักษรมี ๒๐๓,๐๐๐ อักษร.
                         มธุรัตถวิลาสินีนี้ เข้าถึงความสำเร็จ ปราศจากอันตรายฉันใด
                         ขอความดำริของสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยธรรม จงสำเร็จฉันนั้น
                         เทอญ.
               จบอรรถกถาพุทธวงศ์ ชื่อว่ามธุรัตถวิลาสินี              
               ด้วยประการฉะนี้


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.2&i=27


   อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค   
 พหุธาตุกสูตร 
               ๕. อรรถกถาพหุธาตกสูตร              
               พหุธาตกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
               ในพระสูตรนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

               ภัย อุปัทวะ อุปสรรค              
           
    ในบทว่า ภยานิ เป็นต้น มีอธิบายว่า ความสะดุ้งแห่งจิต ชื่อว่าภัย. อาการแห่งจิตที่ไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่าอุปัทวะ. อาการที่ติดขัดคืออาการที่ขัดข้องในอารมณ์นั้นๆ ชื่อว่าอุปสรรค
               พึงทราบความต่างของอาการมีความกลัว (ภัย) เป็นต้นเหล่านั้นอย่างนี้:-
               พวกโจรที่อาศัยอยู่ในที่อันไม่สม่ำเสมอมีภูเขาเป็นต้น ส่งข่าวแก่ชาวชนบทว่า ในวันโน้น พวกเราจะเข้าปล้นบ้านของพวกท่าน. จำเดิมแต่ได้ฟังพฤติการณ์นั้นแล้ว พวกชาวชนบทย่อมถึงความกลัว ความสะดุ้ง มีชื่อว่าความสะดุ้งแห่งจิต
               พวกชาวชนบทพากันคิดว่า ที่นี้พวกโจรมันโกรธจักนำเอาแม้ความพินาศมาสู่พวกเรา จึงถือเอาของสำคัญๆ เข้าป่าไปพร้อมกับสัตว์ ๒ เท้า และสัตว์ ๔ เท้า นอนบนพื้นดินในที่นั้นๆ ถูกเหลือบยุงเป็นต้นกัด ก็เข้าไประหว่างพุ่มไม้ เหยียบย่ำตอและหนาม ภาวะที่ชาวชนบทเหล่านั้นเที่ยวซัดส่ายไปอย่างนี้ ชื่อว่าอาการที่จิตไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง
               แต่นั้น เมื่อพวกโจรไม่มาตามวันที่พูด ก็พากันคิดว่า ข่าวนั้นคงจะเป็นข่าวลอยๆ พวกเรา (ควร) จักเข้าบ้านพร้อมทั้งสิ่งของ ก็พากันเข้าไปยังบ้าน. ทีนั้น พวกโจรรู้ว่าชาวบ้านกลับเข้าบ้าน จึงล้อมบ้านไว้ จุดไฟที่ประตู ฆ่าพวกมนุษย์ปล้นเอาทรัพย์สมบัติทุกสิ่งไป. บรรดามนุษย์เหล่านั้น พวกที่เหลือจากถูกฆ่า พากันดับไฟแล้ว นั่งจับเจ่าเศร้าโศกถึงสมบัติที่พินาศไปแล้วในที่นั้นๆ ที่ร่มเงายุ้งข้าวและฝาเรือนเป็นต้น. อาการที่ติดขัดดังกล่าวนี้ ชื่อว่าอาการขัดข้อง.

               ภัยเกิดจากคนพาล              
               บทว่า นฬาคารา แปลว่า เรือนที่มุงด้วยไม้อ้อ. ก็ในเรือนที่กั้นด้วยไม้อ้อนี้ แต่สัมภาระที่เหลือในเรือนนี้ล้วนแล้วด้วยไม้ (เนื้อแข็ง) แม้ในเรือนที่มุงด้วยหญ้าก็นัยนี้นั่นแหละ.
               บทว่า พาลโต อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า อาศัยคนพาลเท่านั้นจึงเกิดขึ้น.
               เพราะคนพาลเป็นคนไม่ฉลาด ปรารถนาความเป็นพระราชา ความเป็นอุปราชหรือตำแหน่งใหญ่อย่างอื่น พาเอานักเลงโตที่เป็นเด็กขาดพ่อแม่อบรมเช่นกับตนจำนวนเล็กน้อย กล่าวว่า พวกท่านจงมา เราจักทำพวกท่านให้เป็นใหญ่ ดังนี้แล้วไปอาศัยชัฏเขาเป็นต้นอยู่ ปล้นบ้านตามชายแดน ประกาศให้รู้ว่าเป็นพวกดุร้าย (ทามริกะ) แล้วปล้นนิคมบ้าง ชนบทบ้างตามลำดับ.
               พวกมนุษย์พากันทิ้งบ้าน ต้องการที่ปลอดภัย ย่อมหลีกไป. ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดีที่อาศัยพวกมนุษย์เหล่านั้นอยู่ ก็ละทิ้งที่เป็นที่อยู่ของตนๆ หลีกไป. ในที่ที่ผ่านไปภิกษาก็ดี เสนาสนะก็ดี ย่อมเป็นของหายาก. ภัยย่อมจะมีมาแก่บริษัททั้ง ๔ ด้วยประการอย่างนี้.
               แม้ในบรรพชิตทั้งหลาย ภิกษุพาล ๒ รูปก่อการวิวาทกันเริ่มฟ้องกันขึ้น ดังนั้น การทะเลาะกันย่อมเกิดขึ้น เหมือนพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ภัยย่อมมีแก่บริษัททั้ง ๔ เป็นแน่แท้ ภัยแม้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น พึงทราบว่า เกิดจากคนพาลด้วยประการดังพรรณนามานี้.
               บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระอานนท์คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ (ตรัส) พระธรรมเทศนาให้ถึงที่สุด ก็ทรงจบเสีย ไฉนหนอ เราพึงทูลถามพระทศพลแล้วกระทำเทศนาให้บริบูรณ์ด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั่นแล จึงได้กราบทูลคำมีอาทิว่า กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต นี้.

               รูปปริคคหะ-อรูปปริคคหะ              
               ในบรรดาธาตุ ๑๘ อย่าง การกำหนดธาตุ ๑๐ อย่างครึ่ง ชื่อว่ารูปปริคคหะ (คือการกำหนดรูป) การกำหนดธาตุ ๗ อย่างครึ่ง เป็นอรูปปริคคหะ (คือการกำหนดอรูป) ฉะนั้นจึงเป็นอันตรัสการกำหนดทั้งรูปและอรูปทีเดียว.
               ธาตุแม้ทั้งหมดเป็นเบญจขันธ์ด้วยอำนาจขันธ์ แม้เบญจขันธ์ก็เป็นทุกขสัจ. ตัณหาอันยังเบญจขันธ์เหล่านั้นให้ตั้งขึ้นเป็นสมุทัยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสองเป็นนิโรจสัจ. ปฏิปทาเป็นเครื่องให้ถึงนิโรธ เป็นมรรคสัจ. ดังนั้นกรรมฐานมีสัจจะทั้ง ๔ เป็นอารมณ์ จึงเป็นอันพระองค์ตรัสให้ถึงที่สุด เป็นการย้ำท้ายสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง.
               นี้เป็นความย่อในที่นี้ แต่โดยพิสดาร ธาตุเหล่านี้ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
               ตรัสมรรคไว้พร้อมกับวิปัสสนา ด้วยบทว่า ชานาติ ปสฺสติ ตรัสปฐวีธาตุเป็นต้น เพื่อทรงแสดงกายที่มีวิญญาณโดยเป็นของสูญ ไม่ใช่สัตว์. ด้วยว่าปฐวีธาตุเป็นต้นนั้นจะต้องให้เต็มจำนวนด้วยธาตุ ๑๘ อย่างหมวดแรก เมื่อจะให้เต็มจำนวน ก็ควรให้เต็มโดยนำออกไปจากวิญญาณธาตุ. วิญญาณธาตุที่เหลือย่อมมี ๖ อย่างด้วยอำนาจจักขุวิญญาณเป็นต้น.
               บรรดาวิญญาณธาตุเหล่านั้น เมื่อกำหนดเอาจักขุวิญญาณธาตุ ก็เป็นอันทรงกำหนดเอาธาตุทั้งสองเหมือนกัน คือจักขุธาตุอันเป็นที่ตั้งของจักขุวิญญาณธาตุนั้น ๑ รูปธาตุที่เป็นอารมณ์ ๑ แม้ในธาตุทั้งปวงก็นัยนี้นั่นแล. แต่เมื่อกำหนดมโนวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งสองคือมโนธาตุโดยเป็นธาตุที่มาก่อนมโนวิญญาณธาตุนั้น ๑ ธรรมธาตุโดยเป็นอารมณ์ ๑ ก็เป็นอันทรงกำหนดเอาแล้วเหมือนกัน. ด้วยเหตุนี้บรรดาธาตุ ๑๘ อย่างเหล่านี้ ธาตุ ๑๐ อย่างครึ่งจึงเป็นรูปปริคคหะ (คือการกำหนดรูป) เพราะเหตุนั้น ธาตุกรรมฐานแม้นี้ย่อมเป็นอันพระองค์ตรัสให้ถึงที่สุด เป็นการย้ำท้ายสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง โดยนัยก่อนเหมือนกัน.

               อธิบายสุขธาตุ              
               พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า สุขธาตุ เป็นต้นต่อไป.
               ชื่อว่าสุขธาตุ เพราะสุขนั้นด้วย ชื่อว่าเป็นธาตุด้วย เพราะอรรถว่าไม่ใช่สัตว์และเป็นของสูญ. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ในธาตุ ๖ อย่างนี้ ธาตุ ๔ ธาตุแรก ท่านถือเอาเนื่องด้วยเป็นสิ่งขัดกัน แต่ ๒ ธาตุหลังท่านถือเอาเนื่องด้วยคล้ายกัน. ธาตุ คืออุเบกขาคล้ายกันกับธาตุคืออวิชชา แม้เพราะเป็นภาวะที่ไม่ชัดแจ้ง. อนึ่งในธาตุ ๖ นี้ เมื่อทรงกำหนดเอาสุขธาตุและทุกขธาตุ ก็เป็นอันทรงกำหนดเอาวิญญาณธาตุด้วย. เมื่อทรงกำหนดเอาธาตุที่เหลือ ก็เป็นอันทรงกำหนดเอามโนวิญญาณธาตุด้วย. ธาตุ ๖ อย่างแม้เหล่านี้ (คือสุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา อวิชชา) ก็พึง (แจกออกไป) ให้เต็ม (รูปแบบ) โดยธาตุ ๑๘ อย่างข้างต้นนั่นแล. เมื่อจะทำให้เต็ม (รูปแบบ) ต้องทำให้เต็มจำนวน โดยนำออกจากอุเบกขาธาตุดังกล่าวมานี้ในบรรดาธาตุ ๑๘ อย่างเหล่านี้ ธาตุ ๑๐ อย่างครึ่งเป็นการกำหนดรูปแล.
               แม้กรรมฐานนี้ย่อมเป็นอันตรัสให้ถึงที่สุด เป็นการย้ำท้ายแก่ภิกษุรูปหนึ่ง โดยนัยก่อนนั่นแล.

               อธิบายกามธาตุ              
               พึงทราบเนื้อความแห่งกามธาตุเป็นต้นโดยนัยที่ตรัสไว้ในกามวิตกเป็นต้นในเทวธาวิตักกสูตร. แม้ในพระอภิธรรม กามธาตุเป็นต้นเหล่านั้น ท่านได้ให้พิสดารไว้แล้วโดยนัยมีอาทิว่า
               ธาตุเหล่านั้น กามธาตุเป็นไฉน? ได้แก่ ความตรึก ความวิตกอันประกอบด้วยกามดังนี้.
               ธาตุ ๖ แม้เหล่านี้ (คือกาม เนกขัมมะ พยาบาท อัพยาบาท วิหิงสา อวิหิงสา) ก็พึงทำให้เต็มจำนวนด้วยธาตุ ๑๘ อย่างข้างต้นนั่นแหละ. เมื่อจะทำให้เต็มจำนวนควรทำให้เต็มโดยนำออกจากกามธาตุ. ดังที่กล่าวมานั้น ธาตุ ๑๐ อย่างครึ่งในธาตุ ๑๘ อย่าง จึงเป็นรูปปริคคหะแล.
               แม้กรรมฐานนี้ก็เป็นอันพระองค์ตรัสให้ถึงที่สุด เป็นการย้ำท้ายสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง โดยนัยก่อนนั้นแหละ.

               ขันธ์จัดเป็นธาตุ              
               ในบรรดากามธาตุเป็นต้น ขันธ์อันเป็นกามาวจร ๕ ชื่อว่ากามธาตุ ขันธ์อันเป็นรูปาวจร ๕ ชื่อว่ารูปธาตุ ขันธ์อันเป็นอรูปาวจร ๔ ชื่อว่าอรูปธาตุ.
               ก็ความพิสดารของธาตุเหล่านี้ มีมาในพระอภิธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า
               บรรดาธาตุเหล่านั้น กามธาตุเป็นไฉน? เบื้องล่างทำอเวจีนรกให้เป็นที่สุด.
               ธาตุ ๓ แม้เหล่านี้ก็ควรทำให้เต็มจำนวนด้วยธาตุ ๑๘ ข้างต้นนั่นแหละ. เมื่อจะทำให้เต็มจำนวนควรทำให้เต็มจำนวนโดยนำออกจากกามธาตุ. ดังที่กล่าวมานั้น ธาตุ ๑๐ ครึ่งในบรรดาธาตุ ๑๘ อย่างเหล่านี้จึงเป็นรูปปริคคหะแล. แม้กรรมฐานนี้ก็เป็นอันพระองค์ตรัสให้ถึงที่สุด เป็นการย้ำท้ายสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง โดยนัยก่อนนั่นแหละ.

               สังขตะ-อสังขตะ              
               บทว่า สงฺขตา แปลว่า อันปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันทำ คำนี้เป็นชื่อของขันธ์ ๕. ที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ชื่อว่าอสังขตะ คำนี้เป็นชื่อของพระนิพพาน. ธาตุทั้งสองแม้เหล่านี้ ก็พึงทำให้เต็มจำนวนด้วยธาตุ ๑๘ อย่างข้างต้นนั่นแหละ เมื่อจะทำให้เต็มจำนวนควรทำให้เต็มโดยนำออกไปจากสังขตธาตุ. ดังที่กล่าวมานั้น ธาตุ ๑๐ อย่างครึ่งในบรรดาธาตุ ๑๘ อย่างเหล่านี้จึงเป็นรูปปริคคหะแล. แม้กรรมฐานนี้ก็เป็นอันพระองค์ตรัสให้ถึงที่สุดเป็นการย้ำท้ายสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง โดยนัยก่อนนั่นแล.

               อายตนะภายใน-ภายนอก              
               บทว่า อชฺฌตฺติกพาหิรานิ ได้แก่ ทั้งภายในและภายนอก. ก็ในคำนี้ จักษุเป็นต้นจัดเป็นอายตนะภายใน และรูปเป็นต้นจัดเป็นอายตนะภายนอก. แม้ในที่นี้ก็ตรัสมรรคกับวิปัสสนาด้วยบทว่า ชานาติ ปสฺสติ (ย่อมรู้ ย่อมเห็น) ดังนี้.
               บทว่า อิมสฺมึ สติ อิทํ ดังนี้เป็นต้น ได้กล่าวไว้อย่างพิสดารแล้วในมหาตัณหาสังขยสูตร.

               ฐานะ-โอกาส              
               บทว่า อฏฺฐานํ ได้แก่ ปฏิเสธเหตุ.
               บทว่า อนวกาโส ได้แก่ ปฏิเสธปัจจัย.
               แม้บททั้งสองก็ห้ามเหตุด้วยกันนั่นแหละ. อันที่จริงเหตุท่านเรียกว่า ฐานะและโอกาส เพราะเป็นที่ตั้งแห่งผลของตน เพราะผลเป็นไปเนื่องกับเหตุนั้น.
               บทว่า ยํ แปลว่า เหตุใด
               บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ได้แก่ พระโสดาบันอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยมรรคทิฏฐิ.
               บทว่า กิญฺจิ สงขารํ ได้แก่ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง คือสังขารอย่างหนึ่งในบรรดาสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๔.
               บทว่า นิจฺจโต อุปคจฺเฉยฺย คือ พึงยึดถือว่าเที่ยง
               บทว่า เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ได้แก่ เหตุนั้นไม่มี คือจัดเข้าไม่ได้.
               บทว่า ยํ ปุถุชฺชโน ได้แก่ เพราะเหตุใด ปุถุชน.
               บทว่า ฐานเมตํ วิชฺชติ ได้แก่ เหตุนั้นมีอยู่. อธิบายว่า แท้จริงบุคคลนั้นพึงยึดสังขารอะไรๆ ในบรรดาสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ โดยความเป็นของเที่ยง ด้วยสัสสตทิฏฐิ.
               แม้ในบทว่า กิญฺจิ สงฺขารํ สุขโต เป็นต้น ก็พึงทราบความหมายโดยนัยนี้ว่า ก็สังขารทั้งหลายอันเป็นไปในภูมิที่ ๔ (โลกุตรภูมิ) ย่อมไม่เป็นอารมณ์ของทิฏฐิ หรือของอกุศลทั้งหลายอื่น เหมือนก้อนเหล็กที่ร้อนระอุด้วยอำนาจความร้อนที่ร้อนระอุขึ้นเป็นต้น ย่อมไม่เป็นที่ติดใจของพวกแมลงวันฉะนั้น.
               บทว่า สุขโต อุปคจฺเฉยฺย นี้ ตรัสหมายเอาความยึดถือว่าเป็นสุขด้วยอำนาจอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตน) อย่างนี้ว่า อัตตาเป็นสภาวะที่มีสุขโดยส่วนเดียว ไม่มีโรค เบื้องหน้าแต่ตายไป ดังนี้เป็นต้น. ก็พระอริยสาวกเข้าไปยึดถือสังขารอย่างหนึ่งว่าเป็นสุข ด้วยจิตที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต เปรียบเหมือนช้างตัวตกมันถูกความเร่าร้อนครอบงำ มีความเย็นเหลืออยู่น้อย เพื่อระงับความเร่าร้อนจึงวิ่งเข้าอาศัยกองคูถ และเปรียบเหมือนโปกขรพราหมณ์วิ่งเข้าอาศัยกองคูถฉะนั้น.
               ในวาระที่ว่าด้วยเรื่องตน๑- ไม่ตรัสว่าสังขาร ตรัสว่าธรรมไรๆ ดังนี้ เพื่อจะรวมเอาบัญญัติมีกสิณเป็นต้นเข้าไว้ด้วย.
____________________________
๑- ฉบับพม่าเป็น อตฺตวาเร แปลตามฉบับพม่า

               แม้ในที่นี้ (คือพระสูตรนี้) พึงทราบความหมายที่เนื่องด้วยสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๔ สำหรับพระอริยสาวก. ที่เนื่องด้วยสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ เท่านั้นสำหรับปุถุชน. อีกอย่างหนึ่ง ในวาระทั้งปวง การกำหนดด้วยอำนาจสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ เท่านั้น ย่อมควรแม้แก่พระอริยสาวก.
               จริงอยู่ ปุถุชนย่อมยึดถือสิ่งใดๆ พระอริยสาวกย่อมคลายความยึดถือจากสิ่งนั้นๆ ก็แม้ปุถุชนย่อมยึดถือสิ่งใดๆ ว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา พระอริยสาวกถือเอาสิ่งนั้นๆ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมกลับความยึดถืออันนั้น.

               พระอริยะอาจไม่รู้ว่าเป็นอริยะในชาติต่อไป              
               ในคำว่า มาตรํ เป็นต้น มีอธิบายว่า หญิงผู้ให้กำเนิดนั่นแล ท่านประสงค์เอาว่ามารดา. ชายผู้ให้กำเนิด ท่านประสงค์เอาว่าบิดา. และพระขีณาสพที่เป็นมนุษย์ ท่านประสงค์เอาว่าพระอรหันต์.
               ถามว่า ก็พระอริยสาวกพึงปลงชีวิตคนอื่นหรือ?
               ตอบว่า แม้ข้อนั้นก็ไม่ใช่ฐานะที่มีได้.
               ก็ถ้าใครๆ จะพึงกล่าวกะพระอริยสาวกผู้อยู่ในระหว่างภพ (ผู้ยังเวียนว่ายตายเกิด) ทั้งที่ไม่รู้ว่าตนเป็นพระอริยสาวก แม้อย่างนี้ว่า ก็ท่านจงปลงชีวิตมดดำมดแดงนี้แล้ว ครอบครองความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในห้องจักรวาลทั้งหมดดังนี้ ท่านจะไม่ปลงชีวิตมดดำมดแดงนั้นเลย. แม้ถ้าจะกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า ถ้าท่านจักไม่ฆ่าสัตว์นี้ ฉันจักตัดศีรษะท่าน. แต่ท่านจะไม่ฆ่าสัตว์นั้น. คำนี้ท่านพูดเพื่อแสดงว่า ภาวะของปุถุชนมีโทษมากและเพื่อแสดงกำลังของพระอริยสาวก.
               ก็ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ความเป็นปุถุชนมีโทษมากตรงที่จักกระทำอนันตริยกรรมมีการฆ่ามารดาเป็นต้นได้ ส่วนพระอริยสาวกมีกำลังมากตรงที่ไม่กระทำกรรมเหล่านี้.
               บทว่า ทุฏฺฐจิตฺโต แปลว่า มีจิตประทุษร้ายด้วยจิตคิดจะฆ่า.
               บทว่า โลหิตํ อุปฺปาเทยฺย ความว่า พึงทำพระวรกายที่มีชีวิตให้ห้อพระโลหิต แม้มาตรว่าแมลงวันตัวเล็กๆ พอดื่มได้.
               บทว่า สงฺฆํ ภินฺเทยฺย คือ พึงทำลายสงฆ์ผู้มีสังวาสเสมอกัน ตั้งอยู่ในสีมาเดียวกัน โดยเหตุ ๕ ประการ.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอุบาลี สงฆ์ย่อมแตกกันโดยอาการ ๕ คือ โดยกรรม ๑ โดยอุทเทส ๑ โดยโวหาร ๑ โดยการสวดประกาศ ๑ โดยการให้จับสลาก ๑.
               ใน ๕ อย่างนั้น บทว่า กมฺเมน ได้แก่ กรรม ๔ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งมีอปโลกนกรรมเป็นต้น.
               บทว่า อุทฺเทเสน ได้แก่ อุทเทสอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาปาติโมกขุทเทส ๕.
               บทว่า โวหรนฺโต ความว่า กล่าวคือ แสดงเรื่องที่ทำให้แตกกัน ๑๘ ประการมีอาทิว่า แสดงสิ่งที่มิใช่ธรรมว่าเป็นธรรม ตามเหตุที่ให้เกิดเรื่องนั้นๆ.
               บทว่า อนุสฺสาวเนน ความว่า ด้วยการเปล่งวาจาประกาศใกล้หูโดยนัยเป็นต้นว่า พวกท่านรู้มิใช่หรือว่า ผมออกบวชจากตระกูลสูงและเป็นพหูสูต พวกท่านควรทำแม้ความคิดให้เกิดขึ้นว่า ธรรมดาคนอย่างผม (หรือ) ควรจะให้ถือสัตถุศาสน์นอกธรรมนอกวินัย อเวจีนรกเยือกเย็นเหมือนป่าดอกอุบลเขียวสำหรับผมหรือ? ผมไม่กลัวอบายหรือ?
               บทว่า สลากคฺคาเหน ความว่า ด้วยการประกาศอย่างนั้น สนับสนุนความคิดภิกษุเหล่านั้นทำไม่ให้หวนกลับมาเป็นปกติแล้ว จึงให้จับสลากว่า พวกท่านจงจับสลากนี้.
               ก็ในเรื่องนี้ กรรมเท่านั้นหรืออุทเทสเป็นสำคัญ ส่วนการกล่าว (ชักชวน) การประกาศและการให้จับสลากเป็นวิธีการเบื้องต้น. เพราะเมื่อกล่าวเนื่องด้วยการแสดงเรื่อง ๑๘ ประการแล้วประกาศเพื่อทำให้เกิดความชอบใจในเรื่องนั้น แล้วจึงให้จับสลาก สงฆ์ยังเป็นอัน (นับว่า) ไม่แตกกัน แต่เมื่อใด ภิกษุ ๔ รูปหรือเกินกว่า จับสลากอย่างนั้นแล้ว แยกทำกรรมหรืออุเทส เมื่อนั้น สงฆ์ย่อมชื่อว่าแตกกัน.
               ข้อนี้ที่ว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิอย่างนี้ พึงทำลายสงฆ์ดังนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. อนันตริยกรรม ๕ มีการฆ่ามารดาเป็นต้น ย่อมเป็นอันแสดงแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.

               วินิจฉัยอนันตริยกรรม ๕              
               เพื่อจะอธิบายอนันตริยกรรมที่ปุถุชนทำ แต่พระอริยสาวกไม่ทำให้แจ่มแจ้ง

               พึงทราบวินิจฉัยโดยกรรม โดยทวาร              
               โดยการตั้งอยู่ชั่วกัป โดยวิบาก และโดยสาธารณะ เป็นต้น........

               วินิจฉัยโดยกรรม              
               ใน ๕ อย่างนั้น พึงทราบวินิจฉัยโดยกรรมก่อน.
               ก็ในเรื่องกรรมนี้ เมื่อบุคคลเป็นมนุษย์ปลงชีวิตมารดาหรือบิดาผู้เป็นมนุษย์ซึ่งไม่เปลี่ยนเพศ กรรมเป็นอนันตริยกรรม. บุคคลนั้นคิดว่าเราจักห้ามผลของกรรมนั้น จึงสร้างสถูปทองประมาณเท่ามหาเจดีย์ ให้เต็มจักรวาลทั้งสิ้นก็ดี ถวายทานแก่พระสงฆ์ผู้นั่งเต็มจักรวาลทั้งสิ้นก็ดี เที่ยวไปไม่ปล่อยชายสังฆาฏิของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดี เมื่อแตกกาย (ทำลายขันธ์) ย่อมเข้าถึงนรกเท่านั้น.
               ส่วนผู้ใด ตนเองเป็นมนุษย์ ปลงชีวิตมารดาบิดาผู้เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือตนเองเป็นเดรัจฉาน ปลงชีวิตมารดาบิดาผู้เป็นมนุษย์ หรือเป็นเดียรัจฉานเหมือนกัน ปลงชีวิตมารดาบิดาผู้เป็นเดียรัจฉาน กรรมของผู้นั้นยังไม่เป็นอนันตริยกรรม แต่เป็นกรรมหนัก ตั้งอยู่ใกล้ชิดอนันตริยกรรม.
               แต่ปัญหานี้ ท่านกล่าวเนื่องด้วยสัตว์ผู้มีกำเนิดเป็นมนุษย์.
               ในปัญหานั้นควรกล่าวเอฬกจตุกกะ สังคามจตุกกะและโจรจตุกกะ.
               อธิบายว่า มนุษย์ฆ่ามารดาบิดาที่เป็นมนุษย์ซึ่งอยู่ในที่ที่แพะอยู่ แม้ด้วยความมุ่งหมายว่า เราจะฆ่าแพะ ย่อมต้องอนันตริยกรรม. แต่ฆ่าแพะด้วยความมุ่งหมายว่าเป็นแพะ หรือด้วยความมุ่งหมายว่าเป็นมารดาบิดา ย่อมไม่ต้องอนันตริยกรรม. ฆ่ามารดาบิดาด้วยความมุ่งหมายว่าเป็นมารดาบิดา ย่อมต้องอนันตริยกรรมแน่.
               ใน ๒ จตุกกะแม้ที่เหลือก็มีนัยดังกล่าวนี้นั่นแหละ.
               พึงทราบจตุกกะเหล่านี้แม้ในพระอรหันต์เหมือนในมารดาบิดา.
               ฆ่าพระอรหันต์ที่เป็นมนุษย์เท่านั้น ต้องอนันตริยกรรม. ที่เป็นยักษ์ (เทวดา) ไม่ต้อง (อนันตริยกรรม). แต่กรรมเป็นกรรมหนัก เช่นอนันตริยกรรมเหมือนกัน.
               ก็สำหรับพระอรหันต์ที่เป็นมนุษย์ เมื่อประหารด้วยศัสตราหรือแม้ใส่ยาพิษในเวลายังเป็นปุถุชน ถ้าท่านบรรลุพระอรหัตแล้วตายด้วยการกระทำอันนั้น เป็นอรหันตฆาตแน่ๆ.
               ส่วนทานที่ถวายในเวลาท่านเป็นปุถุชน ซึ่งท่านฉันแล้วบรรลุพระอรหัต ทานนั้นเป็นอันให้แก่ปุถุชนนั่นแหละ. ไม่มีอนันตริยกรรม แก่คนผู้ฆ่าพระอริยบุคคลทั้งหลายที่นอกเหนือจากพระอรหันต์. แต่กรรมเป็นกรรมหนัก เช่นเดียวกับอนันตริยกรรมนั่นแล.
               พึงทราบวินิจฉัยในโลหิตุปปาทกรรม (กรรมคือการทำพระโลหิตให้ห้อ) ต่อไป
               ชื่อว่าการทำให้หนังขาดด้วยความพยายามของคนอื่น แล้วทำให้เลือดออก ไม่มีแก่พระตถาคต เพราะพระองค์มีพระวรกายไม่แตก แต่พระโลหิตคั่งอยู่ในที่เดียวกันในภายในพระสรีระ. แม้สะเก็ดหินที่แตกกระเด็นไปจากศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงไป กระทบปลายพระบาทของพระตถาคต พระบาทได้มีพระโลหิตห้ออยู่ข้างในทีเดียว ประหนึ่งถูกขวานทุบ. เมื่อพระเทวทัตทำเช่นนั้น จึงจัดเป็นอนันตริยกรรม.
               ส่วนหมอชีวกเอามีดตัดหนังพระบาทตามที่พระตถาคตทรงเห็นชอบ นำเลือดเสียออกจากที่นั้น ทำให้ทรงพระสำราญ เมื่อทำอย่างนั้น เป็นการกระทำที่เป็นบุญทีเดียว.
               ถามว่า ต่อมา เมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว ชนเหล่าใดทำลายเจดีย์ ทำลายต้นโพธิ์ ประทุษร้ายพระบรมธาตุ กรรมอะไรจะเกิดแก่ชนเหล่านั้น?
               ตอบว่า (การทำเช่นนั้น) เป็นกรรมหนัก เสมอด้วยอนันตริยกรรม. แต่การตัดกิ่งไม้โพธิ์ที่ขึ้นเบียดพระสถูปที่บรรจุพระธาตุหรือพระปฏิมา ควรทำ. แม้ถ้าพวกนกจับที่กิ่งโพธิ์นั้นถ่ายอุจจาระรดพระเจดีย์ ก็ควรตัดเหมือนกัน. ก็เจดีย์ที่บรรจุพระสรีรธาตุสำคัญกว่าบริโภคเจดีย์ (เจดีย์ที่บรรจุเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้า) แม้รากโพธิ์ที่งอกออกไปทำลายพื้นที่ที่ตั้งเจดีย์ จะตัดทิ้งก็ควร.
               ส่วนกิ่งโพธิ์กิ่งใดขึ้นเบียดเรือนโพธิ์ จะตัดกิ่งโพธิ์นั้นเพื่อรักษาเรือน (โพธิ์) ไม่ควร. ด้วยว่า เรือนมีไว้เพื่อต้นโพธิ์ ไม่ใช่ต้นโพธิ์มีไว้เพื่อประโยชน์แก่เรือน แม้ในเรือนอาสนะก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ในเรือนอาสนะใด เขาบรรจุพระบรมธาตุไว้ เพื่อจะรักษาเรือนอาสนะนั้น จะตัดกิ่งโพธิ์เสียก็ได้. เพื่อการบำรุงต้นโพธิ์จะตัดกิ่งที่ค้อมลง หรือที่ (เนื้อ) เสียออกไป ก็ควรเหมือนกัน แม้บุญก็ได้ เหมือนในการปฏิบัติพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พึงทราบวินิจฉัยในการทำสังฆเภทต่อไป.
               ความแตกกันและอนันตริยกรรม ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เมื่อสงฆ์ผู้อยู่ในสีมา ไม่ประชุมกัน พาบริษัทแยกไปทำการชักชวน การสวดประกาศและการให้จับสลาก ผู้ทำกรรม หรือสวดอุทเทส. แต่เมื่อภิกษุทำกรรมด้วยคิดว่าควร เพราะสำคัญว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นความแตกกันเท่านั้น ไม่เป็นอนันตริยกรรม. เพราะบริษัทหย่อนกว่า ๙ รูปก็เหมือนกัน (เป็นความแตกกัน แต่ไม่เป็นอนันตริยกรรม) โดยกำหนดอย่างต่ำที่สุด ในคน ๙ คน คนใดทำลายสงฆ์ได้ อนันตริยกรรมย่อมมีแก่คนนั้น. สำหรับพวกอธรรมวาทีผู้คล้อยตามย่อมมีโทษมาก ผู้เป็นธรรมวาทีไม่มีโทษ.
               ในการทำลายหมู่ของภิกษุทั้ง ๙ รูปนั้น (สงฆ์ ๙ รูป) นั้น (ปรากฏ) พระสูตรเป็นหลักฐานดังนี้ว่า ดูก่อนอุบาลี ฝ่ายหนึ่งมีภิกษุ ๔ รูป อีกฝ่ายหนึ่งมี ๔ รูป รูปที่ ๙ สวดประกาศให้จับสลากว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ พวกท่านจงถือเอาสิ่งนี้ จงชอบใจสิ่งนี้. ดูก่อนอุบาลี ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแตกแห่งสงฆ์ ย่อมมีอย่างนี้แล. ดูก่อนอุบาลี ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความแตกแห่งสงฆ์ ย่อมมีแก่ภิกษุจำนวน ๙ รูปหรือเกินกว่า ๙ รูปได้ดังนี้.
               ก็บรรดาอนันตริยกรรมทั้ง ๕ ประการเหล่านั้น สังฆเภทเป็นวจีกรรม ที่เหลือเป็นกายกรรม พึงทราบวินิจฉัยโดยกรรมด้วยประการดังนี้แล.

               วินิจฉัยโดยทวาร              
               บทว่า ทฺวารโต ความว่า ก็กรรมเหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ย่อมตั้งขึ้นทางกายทวารบ้าง วจีทวารบ้าง. ก็ในเรื่องนี้ กรรม ๔ ประการเบื้องต้น ถึงจะตั้งขึ้นทางวจีทวารด้วยอาณัตติกประโยค (การสั่งบังคับ) ก็ให้เกิดผลทางกายทวารได้เหมือนกัน สังฆเภทแม้จะตั้งขึ้นทางกายทวารของภิกษุผู้ทำการทำลายด้วยใช้หัวแม่มือ ให้เกิดผลทางวจีทวารได้เหมือนกัน ในเรื่องที่ว่าด้วยสังฆเภทนี้ พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยทวารด้วยประการดังนี้.

               วินิจฉัยโดยตั้งอยู่ชั่วกัป              
               บทว่า กปฺปฏฺฐิติยโต ความว่า ก็ในอธิการนี้ สังฆเภทเท่านั้นตั้งอยู่ชั่วกัป. ด้วยว่าบุคคลทำสังฆเภทในคราวกัปเสื่อมหรือตอนกลางของกัป ในเมื่อกัปพินาศไป ย่อมพ้น (จากกรรมได้) ก็แม้ถ้าว่า พรุ่งนี้กัปเสื่อมพินาศ ทำสังฆเภทวันนี้ พอพรุ่งนี้ก็พ้น ตกนรกวันเดียวเท่านั้น. แต่เหตุการณ์อย่างนี้ไม่มี. กรรม ๔ ประการที่เหลือเป็นอนันตริยกรรมอย่างเดียว ไม่เป็นกรรมที่ตั้งอยู่ชั่วกัป. พึงทราบวินิจฉัยโดยการตั้งอยู่ชั่วกัปในเรื่องนี้ ด้วยประการฉะนี้.

               วินิจฉัยโดยวิปาก              
               บทว่า ปากโต ความว่า ก็บุคคลใดทำอนันตริยกรรมเหล่านี้แม้ทั้ง ๕ ประการ สังฆเภทอย่างเดียวย่อมให้ผลเนื่องด้วยการปฏิสนธิแก่บุคคลนั้น. กรรมที่เหลือย่อมนับเข้าในข้อมีอาทิอย่างนี้ว่า “เป็นอโหสิกรรม แต่ไม่เป็นอโหสิวิบาก” ในเมื่อไม่มีการทำสังฆเภท การทำพระโลหิตให้ห้อขึ้นย่อมให้ผล. ในเมื่อไม่มีการทำพระโลหิตให้ห้อขึ้น อรหันตฆาตย่อมให้ผล. และในเมื่อไม่มีอรหันตฆาต ถ้าบิดามีศีล มารดาไม่มีศีล ปิตุฆาตย่อมให้ผล หรือบิดาไม่มีศีล แต่มารดามีศีล มาตุฆาตย่อมให้ผล เนื่องด้วยการให้ปฏิสนธิ. ถ้ามาตาปิตุฆาตจะให้ผลไซร้ในเมื่อท่านทั้งสองเป็นคนมีศีลด้วยกัน หรือเป็นคนไม่มีศีลด้วยกัน มาตุฆาตเท่านั้นย่อมให้ผลเนื่องด้วยปฏิสนธิ เพราะมารดาทำสิ่งที่คนทำได้ยากกับทั้งมีอุปการะมากแก่พวกลูกๆ
               พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยวิบากในเรื่องอนันตริยกรรมนี้ ด้วยประการอย่างนี้.

               วินิจฉัยโดยสาธารณะเป็นต้น              
               บทว่า สาธารณาทีหิ ความว่า อนันตริยกรรม ๔ ประการข้อต้นๆ เป็นกรรมทั่วไปแก่คฤหัสถ์และบรรพชิตแม้ทั้งหมด. แต่สังฆเภทเป็นกรรมเฉพาะภิกษุผู้มีประการดังตรัสไว้โดยพระบาลีว่า
               ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์ไม่ได้ สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา (เหล่านี้) ก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้.
               ดูก่อนอุบาลี ภิกษุเหล่านั้นที่เป็นปกตัตตะมีสังวาสเสมอกันอยู่ในสีมาเดียวกัน จึงจะทำลายสงฆ์ได้.
               ดังนี้ (สังฆเภท) ไม่เป็นกรรมสำหรับคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ทั่วไป (แก่คนพวกอื่น). ด้วยอาทิศัพท์ (ในบทว่า สาธารณาทีหิ) บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ท่านประสงค์เอาว่า เป็นผู้มีทุกขเวทนา สหรคตด้วยทุกข์ และสัมปยุตด้วยโทสะและโมหะ. พึงทราบวินิจฉัยแม้โดย (เป็นกรรมที่) สาธารณะเป็นต้นในที่นี้อย่างนี้แล.

               แก้บท อญฺญํ สตฺถารํ              
               บทว่า อญฺญํ สตฺถารํ ความว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ พึงยึดถืออย่างนี้ว่า พระศาสดาของเรานี้ไม่สามารถทำหน้าที่ของพระศาสดาได้ และแม้ในระหว่างภพจะพึงยึดถือเจ้าลัทธิอื่นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นศาสดาของเราดังนี้ ข้อที่กล่าวมานั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

               เขต ๓              
               บทว่า เอกิสสา โลกธาตุยา ได้แก่ หมื่นโลกธาตุ.
               ก็เขตมี ๓ เขตคือ ชาติเขต อาณาเขต วิสัยเขต.
               ในเขตทั้งสามนั้น หมื่นโลกธาตุ ชื่อว่าชาติเขต. เพราะหมื่นโลกธาตุนั้นย่อมไหว ในเวลาพระตถาคตเสด็จลงสู่พระครรภ์ เสด็จออกทรงผนวช ตรัสรู้ ประกาศพระธรรมจักร ทรงปลงอายุสังขาร และเสด็จปรินิพพาน. ส่วนแสนโกฏิจักรวาฬ ชื่ออาณาเขต. เพราะอาณา (อำนาจ) ของอาฏานาฏิยปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร รัตนปริตรและเมตตาปริตรเป็นต้น ย่อมแผ่ไปในแสนโกฏิจักรวาลนี้.
               ส่วนวิสัยเขตไม่มีปริมาณ (คือนับไม่ได้) อันที่จริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะชื่อว่าไม่มีวิสัยก็หามิได้ เพราะพระบาลีว่า พระญาณมีเท่าใด สิ่งที่ควรรู้ก็มีเท่านั้น สิ่งที่ควรรู้มีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น สิ่งที่ควรรู้มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณมีสิ่งที่ควรรู้เป็นที่สุด.

               พระพุทธเจ้าไม่อุบัติในจักรวาลอื่น              
               ไม่มีพระสูตรที่ว่า “ก็ในเขตทั้ง ๓ เหล่านี้ เว้นจักรวาลนี้แล้วพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเสด็จอุบัติในจักรวาลอื่น” ดังนี้ มีแต่พระสูตรว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เสด็จอุบัติในจักรวาลอื่น. ปิฎก ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก การสังคายนาปิฎก ๓ ครั้ง คือการสังคายนาของพระมหากัสสปเถระ การสังคายนาของพระยศเถระ การสังคายนาของพระโมคคัลลีบุตรเถรแล. ในพุทธพจน์คือ พระไตรปิฎกที่ยกขึ้นสังคายนา ๓ ครั้งเหล่านี้ ไม่มีสูตรว่า “พ้นจักรวาลนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงบังเกิดขึ้นในจักรวาลอื่นได้” มีแต่ไม่ทรงบังเกิดขึ้น (ในจักรวาลอื่น).
               บทว่า อปุพพํ อจริมํ แปลว่า ไม่ก่อนไม่หลัง. อธิบายว่า ไม่เกิดร่วมกัน คือ เกิดก่อนหรือภายหลัง.
               ก็ในคำนั้นไม่ควรเข้าใจว่า ในกาลก่อนเพียงเท่าที่ทรงถือปฏิสนธิในพระครรถ์พระมารดา จนถึงเวลาที่ประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ ด้วยทรงอธิษฐานว่า เรายังไม่บรรลุพระโพธิญาณจักไม่ลุกขึ้น. เพราะท่านทำการกำหนดเขตไว้ด้วยการยังหมื่นจักรวาลให้หวั่นไหว ในเพราะการถือปฏิสนธิของพระโพธิสัตว์นั่นแล. เป็นอันห้ามการเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น.
               ไม่ควรเข้าใจว่าในภายหลังตั้งแต่เสด็จปรินิพพาน จนกระทั่งพระบรมธาตุมีขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังประดิษฐานอยู่. เพราะเมื่อพระบรมธาตุยังดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นอันยังอยู่ทีเดียว. เพราะฉะนั้นในระหว่างเวลาดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นอันห้ามการเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นอย่างเด็ดขาด.
               แต่เมื่อพระบรมธาตุเสด็จปรินิพพานแล้ว ไม่ห้ามการเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น.


แหล่งข้อมูล >>>  http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=14&i=234

 
   พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔   
 ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ 

อสนโพธิยเถราปทานที่ ๑๐ (๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการปลูกไม้โพธิ์


             [๖๒]  เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก เรา
                          มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน เรา
                          ร่าเริง มีจิตโสมนัสได้ปลูกไม้โพธิ์อันอุดม ถวายแด่พระผู้มีพระภาคพระ
                          นามว่าดิสสะเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ต้นไม้อันงอกขึ้นบนแผ่นดิน
                          โดยนามบัญญัติชื่อว่าอสนะ (ประดู่) เราบำรุงโพธิ์ชื่ออสนะอันอุดมนี้อยู่
                          ๕ ปี จึงได้เห็นต้นไม้มีดอกบานน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้ขนพองสยอง
                          เกล้า เมื่อจะประกาศกรรมของตน จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
                          เวลานั้น องค์พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะเป็นสยัมภูอัครบุคคล ประ
                          ทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดปลูกต้น
                          โพธิ์นี้ และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน
                          ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดาทั้งหลาย
                          ตลอด ๓๐ กัลป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เคลื่อนจาก
                          ดุสิตภพแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว จักรื่นรมย์
                          อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มี
                          อุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราประกอบ
                          วิเวกเนืองๆ เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดเครื่องผูกดังช้างทำลายปลอก
                          แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ปลูกต้นโพธิ์ในเวลา
                          นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปลูกต้นโพธิ์
                          ในกัลปที่ ๗๕ แต่กัลปนี้ เวลานั้นได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วย
                          แก้ว ๗ ประการ มีนามปรากฏว่าทัณฑเสน ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้
                          ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า
                          สมันตเนมิ ในกัลปที่ ๒๐ ถ้วนแต่กัลปนี้ ได้มีกษัตริย์พระนามว่าปุณณกะ
                          เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณ
                          วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้
                          แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
 
            ทราบว่า ท่านพระอสนโพธิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

            จบอสนโพธิยเถราปทาน.


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=32&A=2590&Z=2628
 
   เทวตานุสติเพื่อทานบารมี   
 
กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ (wholesome course of action) เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10

คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดีได้แก่

ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย เห็นชอบตามคลองธรรม (สัมมาทิฐิ)
กุศลกรรมบถ ก็คือสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจนั่นเอง

กุศลกรรมบถหมวดนี้ ในบาลีเรียกชื่อหลายอย่าง เช่นว่า ธรรมจริยา (ความประพฤติธรรม - righteous conduct), โสไจย (ความสะอาดหรือเครื่องชำระตัว -- cleansing), อริยธรรม (อารยธรรม, ธรรมของผู้เจริญ - virtues of a noble or civilized man), อริยมรรค (มรรคาอันประเสริฐ - the noble path), สัทธรรม (ธรรมดี, ธรรมแท้ - good law; true law),สัปปุริสธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ - qualities of a good man)

กุศลกรรมบถมาจากพุทธสุภาษิต สุจริตธรรมดังนี้

ธมฺมญจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จาติฯ

สุภาษิตนี้มีเนื้อความว่า ธมฺมญจเร สุจริตํ บุคคลพึงประพฤติธรรมส่วนสุจริตอยู่ทุกเมื่อเถิด น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ไม่พึงประพฤติธรรมส่วนทุจริตเลย ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรมส่วนสุจริต ย่อมนอนเป็นสุข หรือเป็นสุขทุกอิริยาบถ อสฺมึ โลเก ปรมฺ หิ จ ทั้งในโลกนี้ด้วย โลกเบื้องหน้าด้วย ดังนี้ฯ


กุศลกรรมบถ 10

ประพฤติดีด้วยกาย 3 ประเภท
ประพฤติดีด้วยกาย นั้นชื่อว่า กายกรรม คือ ทำกิจการงานด้วยกายอย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น กายกรรมที่ให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น มี 3 ประการ
คือ อย่าเบียดเบียนร่างกายของท่าน คือ อย่าฆ่า อย่าฟัน อย่าทุบ อย่าตี ร่างกายของท่านผู้อื่นโดยที่สุด เว้นถึงสัตว์ติรัจฉานได้ยิ่งเป็นการดี ตรงภาษาบาลีที่ว่า ปาณาติปาตาเวรมณี ฯ
คือ อย่าเบียดเบียนทรัพย์สมบัติข้าวของของท่านผู้อื่น คืออย่าลักขโมย อย่าฉ้อโกง อย่าเบียดบังเอาข้าวของของท่านผู้อื่น ตรงภาษาบาลที่ว่า อทินฺนาทานาเวรมณี ฯ
คือ อย่าแย่งชิงลักลอบด้วยอำนาจของกายในหญิงที่ท่านหวงห้าม ตรงภาษาบาลีที่ว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีฯ

ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท
ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท (วจีกรรม 4 ประเภท) นั้นได้แก่
คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่สัตย์ที่จริง ให้เว้นจากวาจาที่เท็จไม่จริงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า มุสาวาทาเวรมณี ฯ
คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันสมานประสานสามัคคีให้ท่านดีต่อกัน ให้เว้นวาจาส่อเสียดยุยงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปิสุณายาวาจาเวรมณีฯ
คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันอ่อนโยน ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟัง ให้งดเว้นวาจาที่หยาบคายขึ้นกูขึ้นมึง บริภาษตัดพ้อหยาบๆ คายๆ ให้ผู้ฟังได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ผรุสฺสายวาจายเวรมณี ฯ
คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ให้เว้นวาจาที่เหลวไหล คือพูดเล่นหาประโยชน์มิได้เสีย ตรงกับภาษาลีที่ว่า สมฺผปฺปลาปาวาจายเวรมณี ฯ

ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท
ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท (มโนกรรม 3 ประเภท) นั้นคือ
คือ ให้ระวังเจตนากรรม ให้สัมประยุตต์ด้วยเมตตาอยู่เสมอ คือ ความดำริของใจ อย่าให้ลุอำนาจแห่งโลภะ คืออย่าเพ่งเอากิเลสกามและวัตถุกามของท่านผู้อื่น ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อนภิชฺฌา โหติฯ
คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วยกรุณาอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้โทสะ พยาบาท เข้าครอบงำได้ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อพฺพยาปาโท โหติฯ
คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วย มุทิตา อุเบกขา อยู่ทุกเมื่อ อย่าให้ไหลไปในทางผิด ให้เห็นตรงตามคลองธรรมทั้ง 10 นี้อยู่ทุกเมื่อ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺมทิฎฺฐิโก โหติฯ
อรรถกถาชาดก
เอกนิบาต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
               ๑. อรรถกถาอปัณณวรรค              
               ๑. อปัณณกชาดก   
           

 
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ตรัสอปัณณกธรรมเทศนานี้ก่อน.
ถามว่า ก็เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะปรารภใคร ?

ตอบว่า เพราะปรารภสาวกของเดียรถีย์ สหายของท่านเศรษฐี.
              
ความพิศดารมีว่า วันหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีชักพาพวกสาวกของอัญญเดียรถีย์ ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของตน ให้ถือระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้เป็นอันมาก และนํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อยและผ้าเครื่องปกปิด ไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น สละเภสัชและผ้าถวายแก่ภิกษุสงฆ์ แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง โดยเว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการ.
               สาวกของอัญญเดียรถีย์ แม้เหล่านั้นถวายบังคมพระตถาคตแล้ว แลดูพระพักตร์ของพระศาสดาอันงามสง่า ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ แลดูพระวรกายดุจกายพรหม อันประดับด้วยพระลักษณะและพระอนุพยัญชนะ แวดวงด้วยพระรัศมีด้านละวา แลดูพระพุทธรังสีอันหนาแน่น ซึ่งเปล่งออกเป็นวงๆ (ดุจพวงอุบะ) เป็นคู่ๆ จึงนั่งใกล้ๆ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี.
               ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสธรรมกถาอันไพเราะวิจิตร ด้วยนัยต่างๆ ด้วยพระสุรเสียง ประดุจเสียงพรหม น่าสดับฟัง ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการแก่สาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ปานประหนึ่งราชสีห์หนุ่มบันลือสีหนาท บนพื้นมโนศิลา เหมือนเมฆฤดูฝนเลื่อนลั่นอยู่ เหมือนทำคงคาในอากาศให้หลั่งลงมา และเหมือนร้อยพวงแก้ว ฉะนั้น.
               สาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีจิตเลื่อมใส ลุกขึ้นถวายบังคมพระทศพล ทำลายสรณะของอัญญเดียรถีย์แล้ว ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ.
               จำเดิมแต่นั้น พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นมีมือถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปพระวิหาร ฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม พร้อมกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นนิตยกาล.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากกรุงสาวัตถี กลับไปกรุงราชคฤห์ อีกแล. ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จไปแล้ว สาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นก็ได้ทำลายสรณะนั้นเสีย กลับไปถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะอีก ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นเค้ามูลเดิมของตน นั่นเอง.
               ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ ๗-๘ เดือน ได้เสด็จกลับไปยังพระเชตวัน เหมือนเดิมอีก. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็พาสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไปเฝ้าพระศาสดา แม้อีก บูชาพระศาสดาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พวกสาวกอัญญเดียรถีย์แม้เหล่านั้น ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงความที่พวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น เมื่อพระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไปแล้ว ได้ทำลายสรณะที่รับไว้ กลับไปถืออัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ ดำรงอยู่ในฐานะเดิมอีก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเผยมณฑลพระโอษฐ์ ประดุจเปิดผอบแก้วอันเต็มด้วยของหอมต่างๆ อันมีกลิ่นหอมด้วยของหอม อันเป็นทิพย์ เพราะอานุภาพของวจีสุจริต ที่ทรงบำเพ็ญให้เป็นไปไม่ขาดสาย สิ้นโกฏิกัปนับไม่ถ้วน เมื่อจะทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ตรัสถามว่า ได้ยินว่า พวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ ๓ เสีย แล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ จริงหรือ? ลำดับนั้น เมื่อพวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ พากันกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในโลกธาตุเบื้องล่างจดอเวจีมหานรก เบื้องบนจดภวัคคพรหม และตามขวางหาประมาณมิได้ ชื่อว่าบุคคลเช่นกับพระพุทธเจ้า โดยพระคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ย่อมไม่มี บุคคลที่ยิ่งกว่า จักมีมาแต่ไหน. แล้วทรงประกาศคุณของพระรัตนตรัยที่ทรงประกาศไว้ด้วย พระสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า
               ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีประมาณเพียงใด ไม่มีเท้าก็ตาม มี ๒ เท้าก็ตาม มี ๔ เท้าก็ตาม มีเท้ามากก็ตาม ฯลฯ พระตถาคต เรากล่าวว่า เป็นเลิศของสัตว์ทั้งหลายมีประมาณเพียงนั้น.
               (และพระสูตรว่า) ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในโลกนี้หรือโลกอื่น ฯลฯ รัตนะอันนั้นเสมอด้วยพระตถาคตเจ้าไม่มีเลย.
               (และพระสูตรว่า) เมื่อบุคคลรู้จักธรรมอันเลิศ เลื่อมใสแล้วโดยความเป็นของเลิศ เลื่อมใสแล้วในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ ฯลฯ แล้วจึงตรัสว่า บุคคลจะเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้ ชื่อว่าจะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้น ย่อมไม่มี. อนึ่ง พ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ เพราะเหตุไร พวกท่านจึงพากันทำลายสรณะ เห็นปานนี้ แล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ กระทำกรรมอันไม่สมควรเลย.
               ก็ในที่นี้ เพื่อจะแสดงถึงความที่บุคคล ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ด้วยอำนาจความหลุดพ้น และด้วยอำนาจเป็นรัตนะอันสูงสุด จะไม่มีการบังเกิดในอบายทั้งหลาย
               บัณฑิตพึงแสดงพระสูตรเหล่านี้ว่า
               ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจักไม่เข้าถึงอบายภูมิ ละร่างกายของมนุษย์นี้ไปแล้ว จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
               ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจักไม่เข้าถึงอบายภูมิ ละร่างกายของมนุษย์นี้ไปแล้ว จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
               ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจักไม่เข้าถึงอบายภูมิ ละร่างกายของมนุษย์นี้ไปแล้ว จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
               มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขาบ้าง ป่าบ้าง อาราม และต้นไม้ที่เป็นเจดีย์บ้าง ว่าเป็นสรณะ นั่นแล มิใช่สรณะอันเกษม นั่นมิใช่สรณะอันอุดม เขาอาศัยสิ่งนั้นเป็นสรณะแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง.
               ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ คือทุกข์ และตัณหาอันเป็นแดนเกิดขึ้นแห่งทุกข์ (คือสมุทัย) และความก้าวล่วงทุกข์ (คือนิโรธ) และมรรคมีองค์ ๘ อันไปจากข้าศึก ให้ถึงพระนิพพานเป็นที่เข้าไประงับทุกข์ นี่แลเป็นสรณะอันเกษม นี่เป็นสรณะอันอุดม เขาอาศัยสิ่งนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ดังนี้แล.
               ก็พระศาสดาทรงแสดงธรรมมีประมาณเท่านี้เท่านั้น แก่พวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ยังไม่สิ้นเชิง. อีกอย่างหนึ่งแล ได้ทรงแสดงธรรม โดยนัย มีอาทิอย่างนี้ว่า
               ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ชื่อว่าพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน ธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน สังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ย่อมให้โสดาปัตติมรรค ย่อมให้โสดาปัตติผล ย่อมให้สกทาคามิมรรค ย่อมให้สกทาคามิผล ย่อมให้อนาคามิมรรค ย่อมให้อนาคามิผล ย่อมให้อรหัตมรรค ย่อมให้อรหัตผล.
               ครั้นทรงแสดงธรรมแล้ว จึงตรัสว่า พวกท่านทำลายสรณะชื่อ เห็นปานนี้ กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว อนึ่ง พุทธานุสสติกัมมัฏฐานเป็นต้น อันเป็นทางให้ถึงโสดาปัตติมรรคเป็นต้นนี้ พึงแสดงโดยพระสูตรทั้งหลาย มีอาทิอย่างนี้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเอกอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
               ธรรมเอกเป็นไฉน ?
               คือพุทธานุสสติ ดังนี้.
               ก็แหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงโอวาท อุบาสกทั้งหลายโดยประการต่างๆ อย่างนี้แล้ว ได้ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มนุษย์ทั้งหลายถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่สรณะ ว่าเป็นสรณะ โดยการถือเอาด้วยการคาดคะเน โดยการถือเอาผิด ได้ตกเป็นภักษาหารของยักษ์ในทางกันดาร ซึ่งอมนุษย์หวงแหนแล้ว ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ส่วนเหล่ามนุษย์ผู้ถือการยึดถือชอบธรรม ยึดถือความแน่นอน ยึดถือไม่ผิด ได้ถึงความสวัสดีในทางกันดารนั้น นั่นเอง.
               ครั้นตรัสแล้ว ได้ทรงนิ่งเสีย.
               ลำดับนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวชมเชยแล้ว ประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนี้ว่า บัดนี้ การที่พวกอุบาสกเหล่านี้ทำลายสรณะอันอุดมแล้ว ถือสรณะยึดถือเอาด้วยการคาดคะเน ยึดถือเอาอย่างผิดๆ ปรากฏแก่ข้าพระองค์ก่อน ส่วนในปางก่อน พวกมนุษย์ผู้ยึดถือด้วยการคาดคะเน มีความพินาศ และพวกมนุษย์ผู้ยึดถือโดยชอบธรรม มีความสวัสดีในทางกันดารที่อมนุษย์หวงแหน ยังลี้ลับสำหรับข้าพระองค์ ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์เลย ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงกระทำเหตุนี้ให้ปรากฏ เหมือนยังพระจันทร์เต็มดวงให้เด่นขึ้นในอากาศ ฉะนั้น.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี เราแลบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ ในกาลหาปริมาณมิได้ ได้แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ก็เพื่อจะตัดความสงสัยของชาวโลก นั่นแล. ท่านจงเงี่ยโสตฟังโดยเคารพ เหมือนบุคคลเอาถาดทองคำ บรรจุเต็มด้วยนํ้ามันเหลวแห่งราชสีห์ ฉะนั้น แล้วทรงยังสติให้เกิดแก่เศรษฐี แล้วได้ทรงกระทำเหตุการณ์ แม้อันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดุจทำลายกลุ่มหมอก นำพระจันทร์เพ็ญออกมา ฉะนั้น.
               ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระนามว่า พรหมทัต อยู่ในพระนครพาราณสี แคว้นกาสิกรัฐ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน ถึงความเจริญวัยโดยลำดับ ได้เที่ยวกระทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. พระโพธิสัตว์นั้น บางครั้งจากต้นแดนไปยังปลายแดน บางครั้งจากปลายแดนไปยังต้นแดน. ก็ในเมืองพาราณสีนั่นแหละ มีบุตรพ่อค้าเกวียนอีกคนหนึ่ง. บุตรพ่อค้าเกวียนคนนั้น เป็นคนเขลา ไม่เป็นคนมีปัญญา ไม่ฉลาดในอุบาย.
               ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์มาเอาสินค้ามีค่ามากจากเมืองพาราณสีบรรทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม ทำการเตรียมจะเดินทาง แล้วพักอยู่. ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น ก็บรรทุกเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม อย่างนั้นเหมือนกัน แล้วทำการเตรียมเดินทาง พักอยู่.
               พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานี้จักไปพร้อมกับเราทีเดียวไซร้ เมื่อเกวียนพันเล่มไปพร้อมกัน แม้ทางก็จักไม่พอเดิน ฟืนและนํ้าเป็นต้นของพวกมนุษย์ก็ดี หญ้าของพวกโคก็ดี จักหาได้ยาก บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานี้หรือเรา ควรจะไปข้างหน้า. พระโพธิสัตว์นั้นจึงเรียกบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นมา บอกเนื้อความนั้น แล้วกล่าวว่า เราทั้งสองไม่อาจไปรวมกัน ท่านจักไปข้างหน้าหรือข้างหลัง.
               บุตรพ่อค้าเกวียนนั้นคิดว่า เมื่อเราไปข้างหน้าจะมีอานิสงส์มาก เราจักไปโดยหนทางยังไม่แตกเลย. พวกโคจักได้เคี้ยวกินหญ้าที่ยังไม่มีใครถูกต้อง พวกผู้คนจักมีผักอันเกื้อกูลแก่แกง ซึ่งยังไม่ได้จับต้อง นํ้าจักใส เราเมื่อไปตามชอบใจ จักตั้งราคาขายสินค้าได้. บุตรพ่อค้าเกวียนนั้นจึงกล่าวว่า สหาย เราจักไปข้างหน้า.
               พระโพธิสัตว์ได้เห็นการไปข้างหลังว่า มีอานิสงส์มาก. พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้เมื่อไปข้างหน้า จักกระทำที่อันขรุขระในหนทางให้สมํ่าเสมอ เราจักเดินทางไปตามทางที่คนเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อโคพลิพัทธ์ (คือโคใช้งาน) ซึ่งไปข้างหน้ากินหญ้าแก่และแข็ง โคทั้งหลายของเราจักเคี้ยวกินหญ้าอร่อย ซึ่งงอกขึ้นใหม่ ผักซึ่งใช้ทำแกงของพวกมนุษย์ ซึ่งงอกขึ้นจากที่ที่ถูกเด็ดเอาไป จักเป็นของอร่อย ในที่ที่ไม่มีนํ้า คนเหล่านี้จักขุดบ่อทำให้นํ้าเกิดขึ้น เราจักดื่มนํ้าในบ่อที่คนเหล่านี้ขุดไว้.
               ชื่อว่า การตั้งราคาสินค้า เป็นเช่นกับการปลงชีวิตมนุษย์ เราไปข้างหลังจักขายสินค้า ตามราคาที่คนเหล่านี้ตั้งไว้. พระโพธิสัตว์นั้นเห็นอานิสงส์มีประมาณเท่านี้ จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงไปข้างหน้าเถิด. บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลารับคำแล้ว จึงเทียมเกวียนทั้งหลายเป็นการใหญ่ ออกไปล่วงพ้นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ถึงปากทางกันดาร โดยลำดับ.
               ชื่อว่ากันดารมี ๕ อย่าง คือ กันดารเพราะโจร ๑ กันดารเพราะสัตว์ร้าย ๑ กันดารเพราะขาดนํ้า ๑ กันดารเพราะอมนุษย์ ๑ กันดารเพราะอาหารน้อย ๑.
               ในกันดาร ๕ อย่างนั้น ทางที่พวกโจรซุ่มอยู่ ชื่อว่ากันดารเพราะโจร ทางที่สีหะเป็นต้นชุกชุม ชื่อว่ากันดารเพราะสัตว์ร้ายอาศัยอยู่. สถานที่ที่ไม่มีนํ้าอาบหรือนํ้ากิน ชื่อว่ากันดารเพราะขาดนํ้า. ทางที่อมนุษย์สิงอยู่ ชื่อว่ากันดารเพราะมีอมนุษย์สิงอยู่. สถานที่ซึ่งเว้นจากของควรเคี้ยวอันเกิดแต่หัวเป็นต้น ชื่อว่ากันดารเพราะอาหารน้อย. ในกันดาร ๕ อย่างนี้ กันดารนั้นหมายเอากันดาร เพราะการขาดนํ้าและกันดาร เพราะมีอมนุษย์สิงอยู่. เพราะฉะนั้น บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น จึงตั้งตุ่มใหญ่ๆ ไว้บนเกวียนทั้งหลาย บรรจุเต็มด้วยนํ้า เดินทางกันดาร ๖๐ โยชน์.
               ครั้นในเวลาที่บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น ถึงท่ามกลางทางกันดาร ยักษ์ผู้สิงอยู่ในทางกันดาร คิดว่า เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้ ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้กะปลกกะเปลี้ยแล้วกินมันทั้งหมด จึงนิรมิตยานน้อย น่ารื่นรมย์ เทียมด้วยโคพลิพัทหนุ่มขาวปลอด ห้อมล้อมด้วยอมนุษย์ ๑๒ คน ชุ่มด้วยนํ้าและโคลน ถืออาวุธพร้อมทั้งโล่เป็นต้น ประดับดอกอุบลและโกมุท มีผมเปียกและผ้าเปียก นั่งมาบนยานน้อยนั้น ประหนึ่งคนเป็นใหญ่ มีล้อยานเปื้อนเปือกตม เดินสวนทางมา.
               ฝ่ายพวกอมนุษย์ผู้เป็นบริวารของยักษ์นั้น เดินไปมาข้างหน้าและข้างหลัง มีผมเปียกและผ้าเปียก ประดับดอกอุบลและดอกโกมุท ถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว มีหยาดนํ้าและโคลนหยด ได้พากันเดินไป. ก็ธรรมดาว่า พ่อค้าเกวียนทั้งหลาย ในกาลใด ลมพัดมาข้างหน้า ในกาลนั้น จะนั่งบนยานน้อยห้อมล้อมด้วยคนอุปัฏฐาก หลีกเลี่ยงฝุ่นในหนทางไปข้างหน้า ในกาลใด ลมพัดมาข้างหลัง ในกาลนั้น ก็หลีกไปทางข้างหลังโดยนัยนั้น นั่นแล.
               ก็ในกาลนั้น ได้มีลมพัดมาข้างหน้า เพราะฉะนั้น บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น จึงได้ไปข้างหน้า. ยักษ์นั้นเห็นบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นกำลังมาอยู่ จึงให้ยานน้อยของตนหลีกลงจากทาง ได้ทำการปฏิสันถารกับบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นว่า ท่านทั้งหลายจะไปไหน. ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียนก็ยังยานน้อยของตน หลีกลงจากทางให้โอกาสเกวียนทั้งหลายไป แล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง กล่าวกะยักษ์ว่า ท่านผู้เจริญ ฝ่ายพวกเรามาจากเมืองพาราณสี ส่วนท่านทั้งหลายประดับดอกอุบลและโกมุท ถือดอกประทุมและบุณฑริกเป็นต้น เคี้ยวกินเหง้าบัว เปื้อนด้วยเปือกตม มีหยดนํ้าไหล พากันมา ในหนทางที่ท่านทั้งหลายมา ฝนตกหรือหนอ มีสระนํ้าดารดาษด้วยดอกอุบลเป็นต้นหรือ.
               ยักษ์ได้ฟังถ้อยคำของบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า สหาย ท่านพูดอะไร ที่นั่น ราวป่าเขียวปรากฏอยู่ ตั้งแต่ที่นั้นไป ป่าทั้งสิ้นมีนํ้าอยู่ทั่วไป ฝนตกเป็นประจำ แม้แต่ซอกเขาก็เต็ม (ด้วยนํ้า) ในที่นั้นๆ มีสระนํ้าดารดาษด้วยดอกปทุม. เมื่อเกวียนทั้งหลายผ่านไปโดยลำดับ จึงถามว่า ท่านพาเกวียนเหล่านี้มา จะไปไหนกัน? บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า จะไปยังชนบทชื่อโน้น. ยักษ์กล่าวว่า ในเกวียนเล่มนี้และเล่มนี้ มีสินค้าชื่ออะไร. บุตรพ่อค้าเกวียนตอบว่า มีสินค้าชื่อโน้นและชื่อโน้น. ยักษ์กล่าวว่า เกวียนที่มาข้างหลังเป็นเกวียนหนักมาก กำลังมาอยู่ ในเกวียนนั้น มีสินค้าอะไร. บุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า ในเกวียนเล่มนั้นมีนํ้า. ยักษ์กล่าวว่า ก่อนอื่นท่านทั้งหลายนำนํ้ามาข้างหลังด้วย ได้กระทำความเนิ่นช้าแล้ว ก็ตั้งแต่นี้ไป กิจด้วยนํ้าย่อมไม่มี ข้างหน้ามีนํ้ามาก ท่านทั้งหลายจงทุบตุ่ม เทนํ้าทิ้งเสีย จงไปด้วยเกวียนเบาเถิด. ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงพูดว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถอะ ความชักช้าจะมีแก่พวกเรา แล้วเดินไปหน่อยหนึ่ง ถึงที่ที่คนเหล่านั้นมองไม่เห็น ก็ได้ไปยังนครยักษ์ของตน นั่นแล.
               ฝ่ายพ่อค้าเกวียนผู้เขลานั้น เพราะความที่ตนเป็นคนเขลา จึงเชื่อคำของยักษ์นั้น จึงให้ทุบตุ่มทั้งหลายทิ้งทั้งหมด ไม่เหลือนํ้าแม้สักฟายมือเดียว แล้วขับเกวียนไป ข้างหน้าชื่อว่านํ้าแม้มีประมาณน้อย มิได้มี. มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้นํ้าดื่มพากันลำบากแล้ว คนเหล่านั้นพากันไป จนพระอาทิตย์อัสดง จึงปลดเกวียน พักเกวียนให้เป็นวง แล้วผูกโคที่ล้อเกวียน. นํ้าไม่มีแก่พวกโค หรือข้าวยาคูและภัตก็ไม่มีแก่พวกมนุษย์. ฝ่ายพวกมนุษย์มีกำลังเปลี้ยลง ไม่ใส่ใจพากันนอนหลับไปในที่นั้นๆ. ในลำดับอันเป็นส่วนราตรี ยักษ์ทั้งหลายมาจากนครยักษ์ ยังโคและมนุษย์ทั้งหมดนั้นแลให้ถึงแก่ความตาย แล้วกินเนื้อของโคและมนุษย์เหล่านั้น ไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก แล้วจึงพากันไป. ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงความพินาศ เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาคนเดียว ด้วยประการอย่างนี้ กระดูกมือเป็นต้นได้กระจัดกระจายไปในทิศน้อยทิศใหญ่. เกวียน ๕๐๐ เล่มได้ตั้งอยู่ตามที่บรรทุกไว้เต็มอย่างเดิมแล.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์แล จำเดิมแต่วันที่บุตรพ่อค้าเกวียนโง่ออกไปแล้ว ก็ยับยั้งอยู่ประมาณกึ่งเดือน จึงพากันออกจากพระนครพร้อมกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงปากทางกันดาร โดยลำดับ, พระโพธิสัตว์นั้นจึงยังตุ่มนํ้าให้เต็ม ณ ปากทางกันดารนั้น พาเอานํ้าเป็นอันมากไป ให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องภายในกองค่าย ให้พวกชนประชุมกัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านยังไม่ขออนุญาตข้าพเจ้า อย่าได้เทนํ้า แม้สักเท่าซองมือหนึ่ง ชื่อว่าต้นไม้มีพิษย่อมมีในทางกันดาร ใบไม้ดอกไม้หรือผลไม้ ท่านทั้งหลายไม่เคยกินในกาลก่อนมีอยู่ พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามแม้ข้าพเจ้า ก็อย่าได้เคี้ยวกิน ครั้นให้โอวาทแม้แก่คนทั้งหลายอย่างนี้แล้ว จึงเดินทางกันดารด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม.
               เมื่อพระโพธิสัตว์ถึงท่ามกลางทางกันดาร ยักษ์นั้นได้แสดงตนในหนทางสวนกันแก่พระโพธิสัตว์ โดยนัยก่อนนั่นแหละ. พระโพธิสัตว์พอเห็นยักษ์นั้นเท่านั้น ได้รู้ว่า ในทางกันดารนี้แหละ ไม่มีนํ้า นี้ชื่อว่ากันดารเพราะไม่มีนํ้า. อนึ่ง ผู้นี้ไม่มีท่าทีเกรงกลัว มีนัยน์ตาแดง แม้เงาของเขาก็ไม่ปรากฏ. บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาให้ทิ้งนํ้าหมดพากันลำบาก พร้อมทั้งบริษัทจักถูกยักษ์นี้ กินเสียแล้วโดยไม่ต้องสงสัย แต่ยักษ์นี้เห็นจะไม่รู้ความที่เราเป็นบัณฑิต และความที่เราเป็นผู้ฉลาดในอุบาย.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์นั้นกล่าวกะยักษ์นั้นว่า พวกท่านจงไปเถิด พวกเราชื่อว่าเป็นพ่อค้า ยังไม่เห็นนํ้าอื่น จะไม่ทิ้งนํ้าที่บรรทุกเอามา แต่เราทั้งหลายจะทิ้งในที่ที่ได้เห็นแล้ว ทำเกวียนทั้งหลายให้เบา แล้วจักไป. ฝ่ายยักษ์ไปได้หน่อยหนึ่ง เข้าถึงที่ที่มองไม่เห็น แล้วไปนครยักษ์ของตนทีเดียว.
               เมื่อยักษ์ไปแล้ว คนทั้งปวงจึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย คนเหล่านี้กล่าวว่า นั่นแนวป่าเขียวปรากฏอยู่ จำเดิมแต่ที่นั้นไป ฝนจักตกเป็นนิตย์ เป็นผู้สวมมาลัยดอกอุบลและโกมุท ถือกำดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว มีผ้าเปียก และมีผมเปียก มีหยาดนํ้าและโคลนไหลหยดมา พวกเราจักทิ้งนํ้า มีเกวียนเบาจะไปได้เร็ว.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของคนเหล่านั้น แล้วจึงให้พักเกวียน ให้คนทั้งหมดประชุมกัน แล้วถามว่า พวกท่านเคยได้ฟังมาจากใครๆ หรือว่า ในที่กันดารนี้ มีสระนํ้าหรือสระโบกขรณี.
               คนทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย ไม่เคยได้ยิน.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นี้ ชื่อว่ากันดารเพราะนํ้าไม่มี. บัดนี้ คนพวกหนึ่งพูดว่า เบื้องหน้าแต่แนวป่าเขียวนั่น ฝนตก ธรรมดาว่า ลมฝนจะพัดไปถึงที่มีประมาณเท่าไร?
               คนทั้งหลายกล่าวว่า พัดไปได้ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ เจ้านาย.
               พระโพธิสัตว์ถามว่า ลมกับฝนกระทบร่างกายของบุคคลแม้คนหนึ่ง บรรดาพวกท่าน มีอยู่หรือ?
               คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ.
               พระโพธิสัตว์ถามว่า ธรรมดา ก้อนเมฆย่อมปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร?
               คนทั้งหลายกล่าวว่า ในที่ประมาณ ๓ โยชน์ ขอรับ.
               พระโพธิสัตว์ถามว่า ก็บรรดาท่านทั้งหลาย ใครๆ เห็นก้อนเมฆก้อนหนึ่ง มีอยู่หรือ?
               คนทั้งหลายกล่าวว่า ไม่มีขอรับ.
               พระโพธิสัตว์. ธรรมดา สายฟ้าปรากฏในที่มีประมาณเท่าไร?
               คนทั้งหลาย. ในที่ประมาณ ๔-๕ โยชน์ ขอรับ.
               พระโพธิสัตว์. ก็บรรดาท่านทั้งหลาย ใครๆ ที่เห็นแสงสว่างของสายฟ้า มีอยู่หรือ?
               คนทั้งหลาย. ไม่มีขอรับ.
               พระโพธิสัตว์. ธรรมดา เสียงเมฆจะได้ยินในที่มีประมาณเท่าไร?
               คนทั้งหลาย. ในที่ ๑-๒ โยชน์ ขอรับ.
               พระโพธิสัตว์. ก็บรรดาท่านทั้งหลาย ใครๆ ที่ได้ยินเสียงเมฆ มีอยู่หรือ?
               คนทั้งหลาย. ไม่มีขอรับ.
               พระโพธิสัตว์. ท่านทั้งหลายรู้จักคนเหล่านี้หรือ?
               คนทั้งหลาย. ไม่รู้จักขอรับ.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่มนุษย์ คนเหล่านี้เป็นยักษ์ พวกมันจักมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้งนํ้า กระทำให้อ่อนกำลัง แล้วจะเคี้ยวกิน บุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลาซึ่งไปข้างหน้า ไม่ฉลาดในอุบาย เขาคงจักถูกยักษ์เหล่านี้ให้ทิ้งนํ้า ลำบากแล้วเคี้ยวกินเสียเป็นแน่ เกวียน ๕๐๐ เล่ม จักจอดอยู่ตามที่บรรทุกไว้เต็ม นั่นแหละ. วันนี้ พวกเราจักเห็นเกวียนเหล่านั้น ท่านทั้งหลายอย่าได้ทิ้งนํ้า แม้มาตรว่า ฟายมือหนึ่ง จงรีบขับเกวียนไปเร็วๆ.
               พระโพธิสัตว์นั้นมาอยู่ เห็นเกวียน ๕๐๐ เล่ม ตามที่บรรทุกไว้เต็มนั่นแหละ และกระดูกคางเป็นต้น ของมนุษย์ทั้งหลายและของเหล่าโค กระจัดกระจายอยู่ในทิศน้อยทิศใหญ่ จึงให้ปลดเกวียน ให้ตั้งกองค่ายโดยเอาเกวียนวงรอบ ให้คนและโคกินอาหารเย็น ต่อเวลายังวัน ให้โคทั้งหลายนอนตรงกลางคนทั้งหลาย ตนเองพาเอาคนผู้มีกำลังแข็งแรง มือถือดาบ ตั้งการอารักขา ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ยืนเท่านั้น (ไม่นอน) จนอรุณขึ้น.
               วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์ทำกิจทั้งปวงให้เสร็จแต่เช้าตรู่ ให้โคทั้งหลายกิน แล้วให้ทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรงเสีย ให้ถือเอาเกวียนที่แน่นหนา ให้ทิ้งสิ่งของที่มีราคาน้อยเสีย ให้ขนสิ่งของที่มีค่ามากขึ้น ไปยังที่ตามที่ปรารถนาๆ ขายสิ่งของด้วยมูลค่า ๒ เท่า ๓ เท่า ได้พาบริษัททั้งหมด ไปยังนครของตนๆ นั่นแลอีก.
               พระศาสดา ครั้นตรัสธรรมกถานี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ในกาลก่อน คนผู้มีปรกติยึดถือโดยการคาดคะเน ถึงความพินาศใหญ่หลวงด้วยประการอย่างนี้ ส่วนคนผู้มีปรกติยึดถือตามความจริง พ้นจากเงื้อมมือของพวกอมนุษย์ ไปถึงที่ที่ปรารถนาๆ โดยสวัสดี แล้วกลับมาเฉพาะยังที่อยู่ของตนแม้อีก เมื่อจะทรงสืบต่อเรื่องแม้ทั้งสองเรื่อง ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเองในอปัณณกธรรมเทศนานี้ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
               คนพวกหนึ่งกล่าวฐานะไม่ผิด นักเดาทั้งหลายกล่าวฐานะนั้นว่าเป็นที่สอง คนมีปัญญารู้ฐานะและมิใช่ฐานะนั้น แล้วควรถือเอาฐานะที่ไม่ผิดไว้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปณฺณกํ ได้แก่ เป็นไปอย่างแน่นอน คือไม่ผิด เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. บทว่า ฐานํ ได้แก่ เหตุ. จริงอยู่ ในเหตุ เพราะเหตุที่ผลชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ เพราะมีความเป็นไปต่อเนื่องกับเหตุนั้น ฉะนั้น ท่านจึงเรียกเหตุนั้นว่า ฐานะ.
               และพึงทราบประโยคของบทว่า ฐานํ นั้นในประโยค มีอาทิว่า ฐานญฺจ ฐานโต อฐานญฺจ อฐานโต ฐานะโดยฐานะ และมิใช่ฐานะโดยมิใช่ฐานะ. ดังนั้น แม้ด้วยบททั้งสองว่า อปณฺณกฏฺ ฐานํ ท่านแสดงว่า เหตุใด นำมาซึ่งความสุขโดยส่วนเดียว เหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายปฏิบัติแล้ว. เหตุอันเป็นไปอย่างแน่นอน เหตุอันงาม ชื่อว่าอปัณณกะ ไม่ผิด นี้เป็นเหตุอันไม่ผิด เป็นเหตุเครื่องนำออกจากทุกข์. ความย่อในที่นี้ เพียงเท่านี้.
               แต่เมื่อว่าโดยประเภท สรณคมน์ ๓ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ปาฏิโมกขสังวร อินทรีย์สังวร อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจยปฏิเสวนะ การเสพปัจจัย จตุปาริสุทธิศีลแม้ทั้งหมด ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความรู้ประมาณในโภชนะ ชาคริยานุโยค ฌาน วิปัสสนา อภิญญา สมาบัติ อริยมรรค อริยผล แม้ทั้งหมดนี้ เป็นฐานะอันไม่ผิด.
               อธิบายว่า ข้อปฏิบัติไม่ผิด ข้อปฏิบัติอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์.
               ก็แหละ เพราะเหตุที่ฐานะอันไม่ผิดนี้ เป็นชื่อของข้อปฏิบัติเครื่องนำออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงข้อปฏิบัติอันไม่ผิดนั้น จึงตรัสพระสูตรนี้ว่า
               “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ เป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันไม่ผิด เป็นผู้มีความเพียร และเป็นผู้ปรารภความเพียรนั้น เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย
               ๓ ประการเป็นไฉน ?
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ เป็นผู้ประกอบตามความเพียรเครื่องตื่นอยู่.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่ถือเอาโดยนิมิต ฯลฯ
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรเล่า ภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว บริโภคอาหารมิใช่เพื่อเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา มิใช่เพื่อประดับ มิใช่เพื่อตกแต่ง เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ เพื่อให้ดำเนินไป เพื่องดเว้นการเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ดังนั้น เราจะบำบัดเวทนาเก่า ไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น การยังชีวิตให้ดำเนินไป ความไม่มีโทษและการอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ อย่างนี้แล.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ชำระจิตจากธรรมเครื่องกางกั้น ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน ชำระจิตจากธรรมเครื่องกางกั้น ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดปฐมยามแห่งราตรี. สำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา เอาเท้าซ้อนเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำไว้ในใจถึงความสำคัญในการลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี. ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตจากธรรมเครื่องกางกั้น ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ” ดังนี้.
               ก็ในพระสูตรนี้ตรัสธรรม ๓ ประการ อปัณณกปฏิปทา คือข้อปฏิบัติไม่ผิดนี้ ย่อมใช้ได้จนกระทั่งอรหัตผล ทีเดียว. ในอปัณณกปฏิปทานั้น แม้อรหัตผล ก็ย่อมชื่อว่าเป็นปฏิปทาแก่การอยู่ด้วยผลสมาบัติ และแก่ปรินิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ เหลือ.
               บทว่า เอเก ได้แก่ คนผู้เป็นบัณฑิตพวกหนึ่ง. แม้ในบทว่า เอเก นั้น ไม่มีการกำหนดลงไปอย่างแน่นอนว่า คนชื่อโน้น ก็จริง. แต่ถึงกระนั้น คำว่า เอเก ที่แปลว่า พวกหนึ่งนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอา เฉพาะพระโพธิสัตว์พร้อมทั้งบริษัท.
               บทว่า ทุติยํ ที่สอง ในบทว่า ทุติยํ อาหุ ตกฺกิกา นักเดากล่าวว่าเป็นฐานะที่สอง นี้ได้แก่ เหตุแห่งการยึดถือเอาโดยการเดา คือเหตุอันไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ว่าเป็นที่สอง จากฐานะอันไม่ผิดที่หนึ่ง คือ จากเหตุอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์.
               ก็ในบทว่า อาหุ ตกฺกิกา นี้ มีการประกอบความกับบทแรก ดังต่อไปนี้ :-
               คนที่เป็นบัณฑิตพวกหนึ่ง มีพระโพธิสัตว์เป็นประธาน ถือเอาฐานะที่ไม่ผิด คือเหตุอันเป็นไปอย่างแน่นอน ได้แก่เหตุอันไม่ผิด เหตุอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. ส่วนนักคาดคะเน มีบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เขลา เป็นประธานนั้น กล่าวคือ ได้ถือเอาฐานะที่เป็นไปโดยไม่แน่นอน คือ เหตุที่ผิด ได้แก่ เหตุอันไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ซึ่งมีโทษ ว่าเป็นที่สอง.
               บรรดาชนทั้งสองพวกนั้น ชนที่ถือฐานะอันไม่ผิดนั้น เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาขาว ส่วนชนที่ถือเหตุอันไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ กล่าวคือการยึดถือโดยคาดคะเนเอาว่า ข้างหน้ามีนํ้า ว่าเป็นที่สองนั้น เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาดำ.
               ในปฏิปทาสองอย่างนั้น ปฏิปทาขาวเป็นปฏิปทาไม่เสื่อม ส่วนปฏิปทาดำเป็นปฏิปทาเสื่อม เพราะฉะนั้น ชนผู้ปฏิบัติปฏิปทาขาว เป็นผู้ไม่เสื่อม ถึงแก่ความสวัสดี ส่วนชนผู้ปฏิบัติปฏิปทาดำ เป็นผู้เสื่อม ถึงแก่ความพินาศฉิบหาย.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกคฤหบดี ถึงเนื้อความดังพรรณนามานี้ แล้วตรัสพระดำรัสนี้ให้ยิ่งขึ้นว่า คนมีปัญญา รู้ฐานะ และมิใช่ฐานะนี้แล้ว ควรถือเอาฐานะที่ไม่ผิดไว้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทญฺญาย เมธาวี ความว่า กุลบุตรผู้ประกอบด้วยปัญญาอันหมดจดสูงสุด ซึ่งได้นามว่า เมธา รู้คุณและโทษ ความเจริญและความเสื่อม ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ฐานะและมิใช่ฐานะ ในฐานะทั้งหลาย กล่าวคือการยึดถือฐานะไม่ผิด และการยึดถือโดยการคาดคะเนทั้งสอง คือ ในฐานะที่ไม่ผิดและฐานะที่ผิด นี้.
               บทว่า ตํ คณฺเห ยทปณฺณกํ ความว่า ควรถือเอาฐานะที่ไม่ผิด คือที่เป็นไปโดยแน่นอน เป็นปฏิปทาขาว เป็นเหตุเครื่องนำออกจากทุกข์ กล่าวคือปฏิปทาอันไม่เสื่อมนั้นนั่นแหละไว้.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะภาวะมีความเป็นไปแน่นอนเป็นต้น. ส่วนนอกนี้ไม่ควรถือเอา.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะภาวะมีความเป็นไปไม่แน่นอน.
               จริงอยู่ ชื่อว่าอปัณณกปฏิปทานี้ เป็นปฏิปทาของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธบุตร ทั้งปวงแล. ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวง ตั้งอยู่เฉพาะในอปัณณกปฏิปทา บำเพ็ญบารมีทั้งหลายด้วยความเพียรมั่น ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่ลานต้นโพธิ. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น แม้พุทธบุตรทั้งหลายก็ตรัสรู้เฉพาะสาวกบารมีญาณ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ทรงประทานกุศลสมบัติทั้ง ๓ กามาวจรสวรรค์ ๖ และสมบัติในพรหมโลก แก่อุบาสกเหล่านั้น ด้วยประการดังนี้ ในที่สุดทรงแสดงอปัณณกปฏิปทานี้ว่า ชื่อว่าปฏิปทาที่ไม่ผิด ให้อรหัตผล. ชื่อว่าปฏิปทาที่ผิด ให้การบังเกิดในอบาย ๔ และในตระกูลตํ่า ๕ แล้วทรงประกาศอริยสัจ ๔ โดยอาการ ๑๖ ให้ยิ่งขึ้นไป.
               ในเวลาจบอริยสัจ ๔ อุบาสก ๕๐๐ คนแม้ทั้งหมดนั้น ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.
               พระศาสดา ครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงแสดงเรื่อง ๒ เรื่องสืบอนุสนธิกัน แล้วทรงประมวลชาดกมาแสดง ทรงทำพระเทศนาให้จบลงว่า
               บุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาในสมัยนั้น ได้เป็นพระเทวทัตในบัดนี้
               แม้บริษัทของบุตรพ่อค้าเกวียนโง่นั้น ก็ได้เป็นบริษัทของเทวทัตในบัดนี้
               บริษัทของบุตรพ่อค้าเกวียนผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้
               ส่วนบุตรของพ่อค้าเกวียนผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราผู้ตถาคต.

               จบอรรถกถา อปัณณกชาดกที่ ๑


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1&p=9
 

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ฆราวาสก็ยังกิจธรรมบ้าง

[๑๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บ้านหัตถีคาม ในแคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ครั้นได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปสู่พระวิหาร ฯ
            
ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม ครั้นแล้วจึงนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ ลำดับนั้น อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามได้เข้าไปหาภิกษุนั้น ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วภิกษุนั้นได้กล่าวกะอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่า ดูกรคฤหบดี พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ท่านว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ ดูกรคฤหบดี ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการเป็นไฉน ฯ
            
อุคคคฤหบดีกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่ทราบเลยว่า พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์กระผมว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการเป็นไฉน แต่ขอท่านได้โปรดฟังธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้ที่มีอยู่ จงใส่ใจให้ดี กระผมจักเรียนถวาย ภิกษุนั้นรับคำอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามแล้ว ฯ
   
อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในคราวที่กระผมเที่ยวอยู่ในสวนนาควัน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคแต่ไกลเป็นครั้งแรก พร้อมกับการเห็นนั้นเอง จิตของกระผมก็เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค เมาสุราอยู่ก็หายเมา นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๑ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ
           
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมมีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาโปรดกระผม คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของกามอันต่ำทรามเศร้าหมอง และอานิสงส์ในเนกขัมมะ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบว่า กระผมมีจิตควร อ่อนปราศจากนิวรณ์ บันเทิง ผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศสามุกังสิกาธรรมเทศนาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เปรียบเหมือนผ้าที่บริสุทธิ์ ไม่หมองดำ จะพึงรับน้ำย้อมได้ดี แม้ฉันใด ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่กระผม ณ ที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมได้เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ้งแล้ว หยั่งซึ้งถึงธรรมแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลงแล้ว ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในสัตถุศาสน์ได้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ สมาทานสิกขาบทอันมีพรหมจรรย์เป็นที่ ๕ แล้ว ณ ที่นั่งนั้นนั่นแล นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๒ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมได้มีปชาบดีรุ่นสาวอยู่ ๔ คน ได้เข้าไปหาปชาบดีเหล่านั้น แล้วได้กล่าวกะเธอเหล่านั้นว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันสมาทานสิกขาบทอันมีพรหมจรรย์เป็นที่ ๕ ผู้ใดปรารถนา ผู้นั้นจงใช้โภคะเหล่านี้และทำบุญได้ หรือจะไปสู่ตระกูลญาติของตัวก็ได้ หรือประสงค์ชายอื่น ฉันก็จะมอบให้แก่เขา เมื่อกระผมกล่าวอย่างนี้แล้ว ปชาบดีคนแรกได้พูดกะกระผมว่าขอท่านได้กรุณามอบดิฉันให้แก่ชายชื่อนี้เจ้าค่ะ กระผมให้เชิญชายผู้นั้นมาเอามือซ้ายจับปชาบดี มือขวาจับเต้าน้ำ หลั่งน้ำมอบให้ชายคนนั้น ก็เมื่อบริจาคปชาบดีสาวเป็นทาน กระผมไม่รู้สึกว่าจิตแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเลย นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๔ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ
            
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในตระกูลของกระผมมีโภคทรัพย์อยู่มาก และโภคทรัพย์เหล่านั้นกระผมได้แจกจ่ายทั่วไปกับท่านผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๔ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมเข้าไปหาภิกษุรูปใด กระผมก็เข้าไปด้วยความเคารพทีเดียว ไม่ใช่เข้าไปหาด้วยความไม่เคารพ หากท่านผู้มีอายุนั้นแสดงธรรมแก่กระผม กระผมก็ฟังโดยเคารพแท้ๆ ไม่ใช่ฟังโดยไม่เคารพ หากท่านผู้มีอายุนั้นไม่แสดงธรรมแก่กระผม กระผมก็แสดงธรรมแก่ท่านผู้มีอายุนั้น นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๕ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อกระผมนิมนต์สงฆ์แล้วเทวดาทั้งหลายเข้ามาบอกว่า ดูกรคฤหบดี ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้นเป็นปัญญาวิมุต รูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธาวิมุต รูปโน้นเป็นธัมมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม รูปโน้นเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอังคาสสงฆ์อยู่ก็ไม่รู้สึกว่า ยังจิตให้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จะถวายแก่ท่านรูปนี้น้อย หรือจะถวายแก่ท่านรูปนี้มาก แท้ที่จริง กระผมมีจิตเสมอกัน นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๖ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เทวดาทั้งหลายเข้ามาหากระผมแล้วบอกว่า ดูกรคฤหบดี ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เมื่อเทวดาทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว กระผมจึงพูดกะเทวดาเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านจะพึงบอกอย่างนี้ หรือไม่พึงบอกอย่างนี้ก็ตาม แท้ที่จริง ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว แต่กระผมก็ไม่รู้สึกเลยว่า ความฟูใจจะมีมาแต่เหตุนั้น เทวดาทั้งหลายเข้ามาหากระผมหรือกระผมได้ปราศรัยกับเทวดาทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๗ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็หากว่ากระผมจะพึงทำกาละก่อนพระผู้มีพระภาคก็ไม่น่าอัศจรรย์ที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า สังโยชน์อันเป็นเครื่องประกอบให้อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามพึงกลับมาสู่โลกนี้อีกไม่มี นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๘ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้แลของกระผมที่มีอยู่ แต่กระผมก็ไม่รู้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์กระผมว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการเป็นไฉนฯ

ลำดับนั้น ภิกษุนั้นรับบิณฑบาตในนิเวศน์ของอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามแล้ว ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป ภายหลังภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลคำสนทนาปราศรัยกับอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามนั้นทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ถูกแล้วๆ อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม เมื่อจะพยากรณ์ พึงพยากรณ์ตามนั้นโดยชอบ ดูกรภิกษุ เราพยากรณ์อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้แล และเธอทั้งหลายจงทรงจำอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๒


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
 

ถวายแด่ปวงสงฆ์เป็นสังฆะ สังฆทานนั้นมีบุญมาก เป็นเสบียงทานศีลภาวนาอันยิ่งรักษาใจถึงพระสงฆ์น้อมประโยชน์ไปในพระพุทธศาสนาแม้สมมติสงฆ์  ก็วันทานาบูชาในคุณของสงฆ์ย่อมมีกำลัง อย่าประมาทยกใจกว้างๆๆๆๆ อย่ายึดติดตัวตนบุคคล เอาใจถวายในพระพุทธศาสนา บุญนี้มีอานุภาพนัก

๖. ทัททัลลวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในทัททัลลวิมาน
            
นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวว่า
            
[๓๔]  ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรืองยศ ย่อมรุ่งเรืองโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี ดิฉันไม่เคยเห็นท่านเพิ่งจะมาเห็นในวันนี้เป็นครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงมาเรียกดิฉันโดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า?

นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่าข้าแต่พี่ภัททา ฉันชื่อว่าสุภัททา ในภพก่อนครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ดิฉันได้เป็นน้องสาวของพี่ ทั้งได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่มาด้วยดิฉันตายจากมนุษยโลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดาประจำสวรรค์ชั้นนิมมานรดี.
            
นางภัททเทพธิดาจึงถามต่อไปอีกว่า
ดูกรแม่สุภัททา ขอเธอได้บอกการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้า เหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ๆสัตว์ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มาก แล้วจึงได้มาบังเกิด เธอได้มาเกิดในที่นี้ เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้ และใครเป็นครูผู้แนะนำสั่งสอนเธอ เธอเป็นผู้เรืองยศ และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้ เพราะได้ให้ทานและรักษาศีลเช่นไรไว้ ดูกรแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วย?

นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวายบิณฑบาต ๘ ที่ แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูป ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.

นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า
พี่ได้เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเอง มากกว่าเธอ ครั้นให้ทานมากกว่าเธอแล้ว ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เล่า แน่ะแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วย?

นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรบทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่จึงได้นิมนต์ท่านรวม ๘ รูปด้วยกัน มีพระเรวตเถระเป็นประธานด้วยภัตตาหาร ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ อนุเคราะห์แก่ดิฉัน จึงบอกดิฉันว่า จงถวายสงฆ์เถิด ดิฉันได้ทำตามคำของท่านทักขิณาของดิฉันนั้น จึงเป็นสังฆทาน ดิฉันให้เข้าตั้งไว้ในสงฆ์เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่า มีอยู่เท่าไร ส่วนทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสเป็นรายบุคคล จึงมีผลไม่มาก.

นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะรับรองความข้อนั้นจึงกล่าวว่า
พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มีผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทาน และไม่ประมาทเป็นนิตย์.

เมื่อสนทนากันแล้ว นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพยวิมานของตนบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนานั้น เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากลับไปแล้วจึงตรัสถามนางเทพธิดาว่า

ดูกรนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร มาสนทนาอยู่กับเธอย่อมรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี?
นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้น้องสาวว่ามีผลมาก จึงทูลว่า
ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดาผู้นั้น เมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และได้เคยร่วมสามีเดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอสั่งสมบุญกุศลคือถวายสังฆทาน จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้ เพคะ.

สมเด็จอัมรินทราธิราช เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทาน จึงตรัสว่า ดูกรนางภัททา น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่าเธอ ก็เพราะเหตุในปางก่อน คือการถวายสังฆทานที่ไม่อาจจะปริมาณผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่มีผลมากของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทานอยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายในบุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรค ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้ ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตรงดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ ย่อมมีผลมาก พระสงฆ์นี้เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ๆ ได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ได้ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่นรชนเป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของชาวโลก ได้แก่ นำเอาแสงสว่าง คือพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง ปวงชนที่ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณาของเขาเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบ เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทานมีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญชน เหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดปีติโสมนัส ก็จะกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความลังเลในใจ และการตีตนเสมอท่าน อันเป็นมูลฐานเสียได้ทั้งจะไม่เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ๆ เป็นแดน สวรรค์.

จบ ทัททัลลวิมานที่ ๖.



แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=26&A=1171&Z=1252
 

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
 
 [๑๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
         
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วได้หรือไม่? เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว.
            
ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วว่าอย่างไร?
            
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจำได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วอย่างนี้.
            
[๑๕๔] ดูกรมาลุงกยบุตร เธอจำโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้ ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้แก่ใครหนอ? ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียง ด้วยคำโต้เถียงอันเปรียบด้วยเด็กนี้ได้ มิใช่หรือว่า แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้ ย่อมมีแก่เด็ก กุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน

ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน

ส่วนสีลัพพตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนยังนอนหงายอยู่ ก็กามฉันทะในกามทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ก็ความพยาบาท ในสัตว์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียงด้วยคำโต้เถียงอันเปรียบด้วยเด็กอ่อนนี้ได้มิใช่หรือ? เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เวลานี้เป็นกาลสมควร ข้าแต่พระสุคต เวลานี้เป็นกาลสมควรที่พระผู้มีพระภาคพึงทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้.
            
ดูกรอานนท์ ถ้ากระนั้น เธอจงฟัง จงมนสิการให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า. 

อุบายเครื่องละสังโยชน์
            
[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมแล้ว อันสักกายทิฏฐิครอบงำแล้วอยู่ และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สักกายทิฏฐินั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ปุถุชนนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมแล้ว อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้วอยู่ และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง วิจิกิจฉานั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์. ปุถุชนนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมแล้ว อันสีลัพพตปรามาสครอบงำแล้วอยู่ และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สีลัพพตปรามาสนั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้วชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ปุถุชนนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว อันกามราคะครอบงำแล้วอยู่และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง กามราคะนั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์. ปุถุชนนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมแล้ว อันพยาบาทครอบงำแล้วอยู่ และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง พยาบาทนั้นก็เป็นของมีกำลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์. ดูกรอานนท์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วได้เห็นพระอริยะ เป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะดีแล้ว ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษดีแล้ว มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมไม่ได้ อันสักกายทิฏฐิครอบงำไม่ได้อยู่ และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้วย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สักกายทิฏฐิพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้ อริยสาวกนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมไม่ได้ อันวิจิกิจฉาครอบงำไม่ได้อยู่ และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง วิจิกิจฉาพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้. อริยสาวกนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมไม่ได้ อันสีลัพพตปรามาสย่อมครอบงำไม่ได้อยู่ และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สีลัพพตปรามาสพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้. อริยสาวกนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมไม่ได้ อันกามราคะครอบงำไม่ได้อยู่ และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง กามราคะพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้. อริยสาวกนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมไม่ได้ อันพยาบาทครอบงำไม่ได้อยู่ และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง พยาบาทพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้.

มรรคปฏิปทาเครื่องละสังโยชน์
        
[๑๕๖] ดูกรอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้วจักรู้ จักเห็น หรือจักละ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่า ไม่ถากเปลือก ไม่ถากกระพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นมีแก่น แล้วจักถากแก่นนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้นก็ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น. ดูกรอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมรรคปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น และจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นั้นได้ เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่า ถากเปลือก ถากกระพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นมีแก่น แล้วจึงถากแก่นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมรรคปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น. ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคาน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้ ครั้งนั้น บุรุษผู้มีกำลังน้อย พึงมาด้วย หวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี ดังนี้เขาจะไม่อาจว่าย ตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด เมื่อธรรมอันผู้แสดงๆ อยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง เพื่อดับความเห็นว่า กายของตน จิตของผู้นั้นไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่มั่นคง ไม่พ้น ฉันนั้นเหมือนกัน. บุรุษผู้มีกำลังน้อยนั้น ฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. ดูกรอานนท์เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา น้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้ ครั้งนั้นบุรุษมีกำลัง พึงมาด้วยหวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ ไปให้ถึงโดยสวัสดี ดังนี้ เขาอาจจะว่ายตัดขวางกระแสแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด ดูกรอานนท์ เมื่อธรรมอันผู้แสดงๆ อยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเพื่อดับความเห็นว่า กายของตน จิตของตน จิตของผู้นั้นแล่นไปเลื่อมใส มั่นคง พ้น ฉันนั้นเหมือนกันแล. บุรุษมีกำลังนั้นฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.

รูปฌาน ๔
            
[๑๕๗] ดูกรอานนท์ มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน?
ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก เพราะละกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในกาย ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญเป็นของมิใช่ตัวตน. เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้น ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิทเป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้. เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น ย่อมบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมเป็นโอปปาติกะ ๑- จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความยินดี ความเพลิดเพลินในธรรมนั้น และเพราะสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้ง ๕

ดูกรอานนท์ มรรคแม้นี้แล ปฏิปทาแม้นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕.
ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่.
ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข.
ดูกรอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่. เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในภายในสมาบัตินั้น ฯลฯ เพื่อละสังโยชน์

อรูปฌาน
            
[๑๕๘] ดูกรอานนท์ ภิกษุบรรลุ อากาสานัญจายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นคือ เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบากเป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นขอไม่มีตัวตน. เธอให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าหาธาตุอันเป็นอมตะว่านั้นมีอยู่ นั่นประณีต คือสงบสังขารทั้งปวง สละคืนอุปธิทั้งปวง สิ้นตัณหา ปราศจากราคะดับสนิท นิพพาน เธอตั้งอยู่ในฌานนั้น ย่อมบรรลุการสิ้น ถ้าไม่บรรลุ จะเป็นโอปปาติกะ@๑ พระอนาคามีปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ด้วยความเพลิดเพลินในธรรมนั้น ด้วยความยินดีในธรรมนั้นแล ดูกรอานนท์ มรรคแม้นี้ปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
            
ดูกรอานนท์ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่. เธอพิจารณาธรรมเหล่านั้นคือเวทนา ซึ่งมีอยู่ในฌานนั้นฯลฯ เพื่อละสังโยชน์. อานนท์ ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ บรรลุอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า หน่อยหนึ่งย่อมไม่มีอยู่. เธอพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้น คือ เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในอรูปฌานนั้น โดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่นเป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า ไม่มีตัวตน. เธอให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้น เธอรั้นให้จิตดำเนินไปด้วยธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าหาธรรมธาตุอันเป็นอมตะว่า นั่นมีอยู่นั่นประณีต คือการสงบสังขารทั้งปวง การสละคืนอุปธิทั้งปวง ตัณหักขยะ วิราคะ นิโรธ นิพพาน ดังนี้. เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนะนั้น ย่อมถึงการสิ้นอาสวะ ถ้าไม่ถึงการสิ้นอาสวะจะเป็นโอปปาติกะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เพราะความเพลิดเพลินในธรรม เพราะความยินดีในธรรมนั้นนั่นแล. ดูกรอานนท์มรรคปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
            
[๑๕๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ามรรคนี้ ปฏิปทานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร ภิกษุบางพวกในพระศาสนานี้ จึงเป็นเจโตวิมุติบางพวกเป็นปัญญาวิมุติเล่า.
            
ดูกรอานนท์ ในเรื่องนี้ เรากล่าวความต่างกันแห่งอินทรีย์ ของภิกษุเหล่านั้น.
            
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.

จบ มหามาลุงโกฺยวาทสูตร ที่ ๔.



แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=13&A=2814&Z=2961

 
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวต้ม

         
[๘]  ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่สังฆาราม ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดีในฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนักปราชญ์ ท่านกำลังอยู่ในสังฆาราม ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่ ได้ตัดคติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำถูกกั้นด้วยน้ำ ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้ เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลี ประคองข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคู ที่เราต้มด้วยมือทั้งสองของตน ปรารภแต่เฉพาะกรรมของตัว ได้ไปถึงดาวดึงสพิภพแล้ว วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่เราในหมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานอันอุดม เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เสวยยศ ในเทวโลกบ้าง ในมนุษย์บ้าง เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผมที่ถูกโกน เราพิจารณาร่างกาย โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุอรหัตก่อนให้สิกขาทานอันประเสริฐเกิดแต่มือ ซึ่งเราประกอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดีแล้ว เพราะข้าวยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวเราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร ความป่วยไข้ ความกระวนกระวาย ความเดือดร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะเราเป็นผู้ถวายข้าวยาคูดีหนอ คือความเป็นผู้ไม่มีพยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ๑ และอายุ เป็นที่ ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะให้เกิดโสมนัส ผู้นั้นควรถวายข้าวยาคูในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะฐานะ ๕ ประการนี้ เราทำกิจที่ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอนภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก เราจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งยังบ้านหนึ่ง จากบุรีหนึ่งยังบุรีหนึ่งในกัปที่สามหมื่น เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ยาคุทายกเถราปทาน


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=33&A=283&Z=318

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
 
๖. วิหารวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในวิหารวิมาน

ท่านพระอนุรุทธเถระได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า

[๔๔]  ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เมื่อท่านฟ้อนอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์น่าฟัง รื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน ทั้งกลิ่นทิพย์อันหอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนเมื่อท่านไหวกายกลับไปมา เสียงของเครื่องประดับช้องผมก็ดังเสียงไพเราะ ดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ อนึ่ง เสียงมงกุฎที่ถูกลมรำเพยพัดให้หวั่นไหว ก็กังวานไพเราะดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบนเศียรเกล้าของท่าน มีกลิ่นหอมชวนให้เบิกบานใจ หอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจต้นอุโลก ฉะนั้น ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
            
นางเทพธิดาตอบว่า
                         
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉัน อยู่ในเมืองสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดิฉันเห็นมหาวิหารนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใสอนุโมทนา ก็วิมานอันเป็นที่รักนี้อันดิฉันได้แล้วเพราะการอนุโมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น วิมานนี้เป็นวิมานอัศจรรย์น่าดูน่าชม โดยรอบสูง ๑๖ โยชน์ เลื่อนลอยไปในอากาศได้ตามความปรารถนาของดิฉัน ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่อาศัย อันบุญกรรมจัดแจงเนรมิตให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์โดยรอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดิฉัน มีสระโบกขรณีเป็นที่อาศัยของหมู่มัจฉาชาติมีน้ำใสสะอาด มีท่าอันลาดด้วยทรายทอง ดารดาษไปด้วยปทุมชาตินานาชนิดพร้อมทั้งบัวขาว เกษรแห่งบัวทั้งหลายอันลมรำเพยพัด ย่อมหอมฟุ้งเจริญใจ มีรุกขชาติต่างๆ อันบุญกรรมปลูกไว้ใกล้วิมาน คือ ไม้หว้า ขนุน ตาล มะพร้าว วิมานนี้กึกก้องไปด้วยเสียงดนตรีต่างๆ และกึกก้องไปด้วยหมู่นางอัปสร แม้นรชนใดได้เห็นวิมานนี้ด้วยความฝันนรชนนั้นก็พึงปลื้มใจ วิมานอันมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ น่าอัศจรรย์น่าดูน่าชมเช่นนี้ เกิดแต่ดิฉันเพราะกุศลกรรมทั้งหลาย ควรทำบุญโดยแท้.
            
พระอนุรุทธเถระ เมื่อจะให้นางเทพธิดาบอกที่เกิดของนางวิสาขามหาอุบาสิกา จึงกล่าวถามด้วยคาถาความว่า
                         
วิมานอันอัศจรรย์น่าดูน่าชมนี้ ท่านได้แล้ว เพราะการอนุโมทนาด้วยจิตอันบริสุทธิ์อย่างเดียวเท่านั้น นางนารีอันมีนามว่าวิสาขา ได้ถวายทานและได้สร้างมหาวิหาร ไปเกิดที่ไหน ขอท่านจงบอกคติของนางวิสาขานั้น แก่อาตมาด้วยเถิด?
            
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายแด่สงฆ์และได้ถวายทานแด่สงฆ์ เป็นผู้รู้ธรรมแจ่มแจ้ง เธอได้บังเกิดในหมู่ทวยเทพชั้นนิมมานรดี เป็นประชาบดีของท้าวสุนิมมิตวดี ผู้เป็นใหญ่ในชั้นนิมมานรดีนั้น วิบากแห่งกรรมของนางวิสาขา มหาอุบาสิกานั้น อันใครไม่ควรคิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันได้พยากรณ์ ที่เกิดของนางวิสาขาที่พระคุณเจ้าถามว่า นางวิสาขานั้นบังเกิด ณ ที่ไหนโดยถูกต้องแล้ว ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าได้ชักชวนแม้ชนเหล่าอื่นว่าท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์เถิด และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นการได้ด้วยแสนยาก อันพวกท่านได้แล้ว พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม มีพระฉวีวรรณดุจทองคำ เป็นอธิบดีแห่งมรรคา ได้ทรงแสดงธรรมใดไว้ว่า เป็นทางสวรรค์ ทางนั้นเป็นทางอันประเสริฐ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ ที่บุคคลถวายทักษิณาแล้วมีผลมาก บุคคลเหล่าใดอันพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้วว่า คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ เหล่านี้ บุคคลเหล่านั้นเป็นพระทักขิไณยบุคคล สาวกแห่งพระสุคต ทานอันบุคคลถวายแล้วในพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น มีผลมาก ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้ ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติซื่อตรง ดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญ ถวายทานในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมากพระสงฆ์นี้ เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่จะปริมาณได้ว่าเท่านี้ๆ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้ประเสริฐ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของชาวโลก ได้แก่ นำเอาแสงสว่าง คือ พระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง ปวงชนผู้ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักษิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักษิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบ เพราะทักษิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดปีติโสมนัส ก็จะกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่ พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความลังเลใจ และการตีตนเสมอท่าน อันเป็นมูลฐานเสียได้ ทั้งจะไม่เป็นผู้อันผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่อันเป็นแดนสวรรค์.


จบ วิหารวิมานที่ ๖
จบ ภาณวารที่ ๒.


แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=26&A=1507&Z=1579
 


 ฆราวาสก็สำเร็จธรรมชั้นสูงนิพพานได้ 
และการสร้างสธูปมีมาแต่พุทธกาล ผู้บูชาย่อมได้ส่วนบุญ
 
๙. เรื่องสันตติมหาอำมาตย์ [๑๑๕]              
               ข้อความเบื้องต้น              
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสันตติมหาอำมาตย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อลงฺกโต เจปิ สมญฺจเรยฺย" เป็นต้น.

               สันตติมหาอำมาตย์ได้ครองราชสมบัติ ๗ วัน              
               ความพิสดารว่า ในกาลครั้งหนึ่ง สันตติมหาอำมาตย์นั้นปราบปรามปัจจันตชนบท ของพระเจ้าปเสนทิโกศล อันกำเริบให้สงบแล้วกลับมา. ต่อมา พระราชาทรงพอพระหฤทัย ประทานราชสมบัติให้ ๗ วัน ได้ประทานหญิงผู้ฉลาดในการฟ้อนและการขับนางหนึ่งแก่เขา. เขาเป็นผู้มึนเมาสุราสิ้น ๗ วัน ในวันที่ ๗ ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างแล้ว ขึ้นสู่คอช้างตัวประเสริฐไปสู่ท่าอาบน้ำ เห็นพระศาสดากำลังเสด็จเข้าไปบิณฑบาตที่ระหว่างประตู อยู่บนคอช้างตัวประเสริฐนั่นเอง ผงกศีรษะ ถวายบังคมแล้ว.
               พระศาสดาทรงทำการแย้ม พระอานนท์ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล? เป็นเหตุให้ทรงกระทำการแย้มให้ปรากฏ" เมื่อจะตรัสบอกเหตุแห่งการแย้ม จึงตรัสว่า
               "อานนท์ เธอจงดูสันตติมหาอำมาตย์ ในวันนี้เอง เขาทั้งประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างเทียว มาสู่สำนักของเรา จักบรรลุพระอรหัตในเวลาจบคาถาอันประกอบด้วยบท ๔ แล้ว นั่งบนอากาศ ชั่ว ๗ ลำตาล จักปรินิพพาน."
               มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ผู้กำลังตรัสกับพระเถระอยู่.

               คน ๒ พวกมีความคิดต่างกัน              
               บรรดามหาชนเหล่านั้น พวกมิจฉาทิฏฐิคิดว่า "ท่านทั้งหลายจงดูกิริยาของพระสมณโคดม, พระสมณโคดมนั้นย่อมพูดสักแต่ปากเท่านั้น ได้ยินว่า ในวันนี้ สันตติมหาอำมาตย์นั่น มึนเมาสุราอย่างนั้น แต่งตัวอยู่ตามปกติ ฟังธรรมในสำนักของพระสมณโคดมนั้นแล้ว จักปรินิพพาน ในวันนี้ พวกเราจักจับผิดพระสมณโคดมนั้นด้วยมุสาวาท."
               พวกสัมมาทิฏฐิคิดกันว่า "น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก ในวันนี้เราทั้งหลายจักได้ดูการเยื้องกรายของพระพุทธเจ้า และการเยื้องกรายของสันตติมหาอำมาตย์."
               ส่วนสันตติมหาอำมาตย์เล่นน้ำตลอดวันที่ท่าอาบน้ำแล้ว ไปสู่อุทยาน นั่งที่พื้นโรงดื่ม.

               หญิงฟ้อนเป็นลมตาย              
               ฝ่ายหญิงนั้นลงไปในท่ามกลางที่เต้นรำ เริ่มจะแสดงการฟ้อนและการขับ เมื่อนางแสดงการฟ้อนการขับอยู่ในวันนั้น ลมมีพิษเพียงดังศัสตราเกิดขึ้นแล้วในภายในท้อง ได้ตัดเนื้อหทัยแล้ว เพราะความที่นางเป็นผู้มีอาหารน้อยถึง ๗ วัน เพื่อแสดงความอ้อนแอ้นแห่งสรีระ. ในทันทีทันใดนั้นเอง นางมีปากอ้าและตาเหลือก ได้กระทำกาละแล้ว.

               โศกเพราะภรรยาตาย              
               สันตติมหาอำมาตย์กล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย จงตรวจดูนางนั้น" ในขณะสักว่าคำอันชนทั้งหลายกล่าวว่า "หญิงนั้นดับแล้ว นาย" ดังนี้ ถูกความโศกอย่างแรงกล้าครอบงำแล้ว. ในขณะนั้นเอง สุราที่เธอดื่มตลอด ๗ วัน ได้ถึงความเสื่อมหายแล้ว ประหนึ่งหยาดน้ำในกระเบื้องที่ร้อนฉะนั้น.
               เธอคิดว่า "คนอื่น เว้นพระตถาคตเสีย จักไม่อาจเพื่อจะยังความโศกของเรานี้ให้ดับได้" มีพลกายแวดล้อมแล้ว ไปสู่สำนักของพระศาสดาในเวลาเย็น ถวายบังคมแล้ว กราบทูลอย่างนี้ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความโศกเห็นปานนี้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์, ข้าพระองค์มาแล้ว ก็ด้วยหมายว่า ‘พระองค์จักอาจเพื่อจะดับความโศกของข้าพระองค์นั้นได้’ ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์เถิด."

               พระศาสดาระงับความโศกของบุคคลได้              
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า "ท่านมาสู่สำนักของผู้สามารถเพื่อดับความโศกได้แน่นอน อันที่จริง น้ำตาที่ไหลออกของท่านผู้ร้องไห้ในเวลาที่หญิงนี้ตาย ด้วยเหตุนี้นั่นแล มากกว่าน้ำของมหาสมุทรทั้ง ๔" ดังนี้แล้ว
               จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
                                   "กิเลสเครื่องกังวลใด มีอยู่ในกาลก่อน เธอจงยังกิเลส
                         เครื่องกังวลนั้นให้เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวล จงอย่ามีแก่
                         เธอในภายหลัง, ถ้าเธอจักไม่ยึดถือขันธ์ ในท่ามกลาง จักเป็น
                         ผู้สงบระงับ เที่ยวไป."
               ในกาลจบพระคาถา สันตติมหาอำมาตย์บรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูอายุสังขารของตน ทราบความเป็นไปไม่ได้แห่งอายุสังขารนั้นแล้ว จึงกราบทูลพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงอนุญาตการปรินิพพานแก่ข้าพระองค์เถิด."
               พระศาสดา แม้ทรงทราบกรรมที่เธอทำแล้ว ก็ทรงกำหนดว่า "พวกมิจฉาทิฏฐิประชุมกัน เพื่อข่มขี่ (เรา) ด้วยมุสาวาท จักไม่ได้โอกาส, พวกสัมมาทิฏฐิประชุมกัน ด้วยหมายว่า ‘พวกเราจักดูการเยื้องกรายของพระพุทธเจ้า และการเยื้องกรายของสันตติมหาอำมาตย์’ ฟังกรรมที่สันตติมหาอำมาตย์นี้ทำแล้ว จักทำความเอื้อเฟื้อในบุญทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว
               จึงตรัสว่า "ถ้ากระนั้น เธอจงบอกกรรมที่เธอทำแล้วแก่เรา, ก็เมื่อจะบอก จงอย่ายืนบนภาคพื้นบอก จงยืนบนอากาศชั่ว ๗ ลำตาลแล้ว จึงบอก."

               แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ในอากาศ              
               สันตติมหาอำมาตย์นั้นทูลรับว่า "ดีละ พระเจ้าข้า" ดังนี้แล้ว จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ขึ้นไปสู่อากาศชั่วลำตาลหนึ่ง ลงมาถวายบังคมพระศาสดาอีก ขึ้นไปนั่งโดยบัลลังก์บนอากาศ ๗ ชั่วลำตาลตามลำดับแล้ว ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับบุรพกรรมของข้าพระองค์"
               (ดังต่อไปนี้) :-
               บุรพกรรมของสันตติมหาอำมาตย์              
               ในกัลป์ที่ ๙๑ แต่กัลป์นี้ ครั้งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ข้าพระองค์บังเกิดในตระกูลๆ หนึ่ง ในพันธุมดีนคร คิดแล้วว่า ‘อะไรหนอแล? เป็นกรรมที่ไม่ทำการตัดรอนหรือบีบคั้น ซึ่งชนเหล่าอื่น’ ดังนี้แล้ว
               เมื่อใคร่ครวญอยู่ จึงเห็นกรรม คือการป่าวร้องในบุญทั้งหลาย
               จำเดิมแต่กาลนั้น ทำกรรมนั้นอยู่ ชักชวนมหาชนเที่ยวป่าวร้องอยู่ว่า ‘พวกท่านจงทำบุญทั้งหลาย จงสมาทานอุโบสถ ในวันอุโบสถทั้งหลาย จงถวายทาน จงฟังธรรม ชื่อว่า รัตนะอย่างอื่นเช่นกับพุทธรัตนะเป็นต้นไม่มี พวกท่านจงทำสักการะรัตนะทั้ง ๓ เถิด."

               ผลของการชักชวนมหาชนบำเพ็ญการกุศล              
               พระราชาผู้ใหญ่ทรงพระนามว่าพันธุมะ เป็นพระพุทธบิดา ทรงสดับเสียงของข้าพระองค์นั้น รับสั่งให้เรียกข้าพระองค์มาเฝ้าแล้ว ตรัสถามว่า ‘พ่อ เจ้าเที่ยวทำอะไร?’
               เมื่อข้าพระองค์ทูลว่า ‘ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์เที่ยวประกาศคุณรัตนะทั้ง ๓ ชักชวนมหาชนในการบุญทั้งหลาย.’ จึงตรัสถามว่า ‘เจ้านั่งบนอะไรเที่ยวไป?’
               เมื่อข้าพระองค์ทูลว่า ‘ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์เดินไป’ จึงตรัสว่า ‘พ่อ เจ้าไม่ควรเพื่อเที่ยวไปอย่างนั้น จงประดับพวงดอกไม้นี้แล้ว นั่งบนหลังม้าเที่ยวไปเถิด’ ดังนี้แล้ว ก็พระราชทานพวงดอกไม้ เช่นกับพวงแก้วมุกดา ทั้งได้พระราชทานม้าที่ฝึกแล้วแก่ข้าพระองค์.
               ต่อมา พระราชารับสั่งให้ข้าพระองค์ ผู้กำลังเที่ยวประกาศอยู่อย่างนั้นนั่นแล ด้วยเครื่องบริหารที่พระราชาพระราชทาน มาเฝ้า แล้วตรัสถามอีกว่า ‘พ่อ เจ้าเที่ยวทำอะไร?' เมื่อข้าพระองค์ทูลว่า ‘ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทำกรรมอย่างนั้นนั่นแล’ จึงตรัสว่า ‘พ่อ แม้ม้าก็ไม่สมควรแก่เจ้า เจ้าจงนั่งบนรถนี้เที่ยวไปเถิด’ แล้วได้พระราชทานรถที่เทียมด้วยม้าสินธพ ๔.
               แม้ในครั้งที่ ๓ พระราชาทรงสดับเสียงของข้าพระองค์แล้ว รับสั่งให้หา ตรัสถามว่า ‘พ่อ เจ้าเที่ยวทำอะไร’ เมื่อข้าพระองค์ทูลว่า ‘ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทำกรรมนั้นแล’ จึงตรัสว่า ‘แน่ะพ่อ แม้รถก็ไม่สมควรแก่เจ้า’ แล้วพระราชทานโภคะเป็นอันมาก และเครื่องประดับใหญ่ ทั้งได้พระราชทานช้างเชือกหนึ่งแก่ข้าพระองค์.
               ข้าพระองค์นั้นประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง นั่งบนคอช้าง ได้ทำกรรมของผู้ป่าวร้องธรรมสิ้นแปดหมื่นปี กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกายของข้าพระองค์นั้น กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้
               นี้เป็นกรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้ว."

               การปรินิพพานของสันตติมหาอำมาตย์              
               สันตติมหาอำมาตย์นั้น ครั้นทูลบุรพกรรมของตนอย่างนั้นแล้ว นั่งบนอากาศเทียว เข้าเตโชธาตุ ปรินิพพานแล้ว. เปลวไฟเกิดขึ้นในสรีระไหม้เนื้อและโลหิตแล้ว. ธาตุทั้งหลายดุจดอกมะลิเหลืออยู่แล้ว.
               พระศาสดาทรงคลี่ผ้าขาว ธาตุทั้งหลายก็ตกลงบนผ้าขาวนั้น.
               พระศาสดาทรงบรรจุธาตุเหล่านั้นแล้ว รับสั่งให้สร้างสถูปไว้ที่ทางใหญ่ ๔ แพร่ง ด้วยทรงประสงค์ว่า "มหาชนไหว้แล้ว จักเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญ."

               สันตติมหาอำมาตย์ควรเรียกว่าสมณะหรือพราหมณ์              
               พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุ สันตติมหาอำมาตย์บรรลุพระอรหัตในเวลาจบพระคาถาๆ เดียว ยังประดับประดาอยู่นั่นแหละ นั่งบนอากาศปรินิพพานแล้ว, การเรียกเธอว่า ‘สมณะ’ ควรหรือหนอแล? หรือเรียกเธอว่า ‘พราหมณ์’ จึงจะควร."
               พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ? เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า "พวกข้าพระองค์นั่งประชุมกันด้วยกถาชื่อนี้"
               จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย การเรียกบุตรของเรา แม้ว่า ‘สมณะ’ ก็ควร, เรียกว่า ‘พราหมณ์’ ก็ควรเหมือนกัน" ดังนี้
               เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
                                ๙.  อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย๑-         
                                 สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี
                                 สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
                                 โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขุ.
                          แม้ถ้าบุคคลประดับแล้ว พึงประพฤติสม่ำเสมอ
                          เป็นผู้สงบ ฝึกแล้ว เที่ยงธรรม มีปกติประพฤติ
                          ประเสริฐ วางเสียซึ่งอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก,
                          บุคคลนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ.
____________________________
๑- อรรถกถาเป็น สมญฺจเรยฺยย.

               แก้อรรถ              
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต ได้แก่ ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์.
               บัณฑิตพึงทราบความแห่งพระคาถานั้นว่า
               "แม้หากว่าบุคคลประดับด้วยเครื่องอลังการมีผ้าเป็นต้น พึงประพฤติสม่ำเสมอด้วยกายเป็นต้น
                         ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะความสงบระงับแห่งราคะเป็นต้น,
                         ชื่อว่าเป็นผู้ฝึก เพราะฝึกอินทรีย์,
                         ชื่อว่าเป็นผู้เที่ยง เพราะเที่ยงในมรรคทั้ง ๔,
                         ชื่อว่าพรหมจารี เพราะประพฤติประเสริฐ,
                         ชื่อว่าวางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก เพราะความเป็นผู้วางเสียซึ่งอาชญาทางกายเป็นต้นแล้ว,
               ผู้นั้น คือผู้เห็นปานนั้น อันบุคคลควรเรียกว่า ‘พราหมณ์’ เพราะความเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว ก็ได้,
                         ว่า ‘สมณะ’ เพราะความเป็นผู้มีบาปอันสงบแล้ว ก็ได้,
                         ว่า ‘ภิกษุ’ เพราะความเป็นผู้มีกิเลสอันทำลายแล้ว ก็ได้โดยแท้."
               ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

 
เรื่องสันตติมหาอำมาตย์ จบ.              

แหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=20&p=9


 พุทธานุสติ  คือการระลึกถึงพระพุทธเจ้า โมทนาความดี  ตรึกพระพุทธคุณ 
น้อมใจพุทธบูชา  กระทำพุทธบูชา นี้มีมหาผลยิ่ง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑

สุภูติวรรคที่ ๓
สุภูติเถราปทานที่ ๑ (๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
          
   [๒๓]  ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อนิสภะ เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขา นิสภะนั้นอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ ในกาลนั้น เราเป็นชฎิลมีนาม ชื่อว่าโกลิยะ มีเดชรุ่งเรือง ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ เวลานั้นเราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ ในกาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้น ที่เกิดเองและหล่นเองเลี้ยงชีวิต เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละ
ชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อใด เมื่อนั้น เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น ท่านกำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และหลงใหลในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจากป่า ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะ ท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่าเถิด ท่านจักเป็นเจ้าเรือนได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดีแม้ทั้งสองอย่างนั้นเลย จงออกไปจากป่าเถิด เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ไม่ใช้ทำกิจอะไรที่ไหนๆ ไม้นั้น เขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้านหรือในป่า ฉันใด ท่านก็เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ฉันนั้น ไม่ใช่คฤหัสถ์ สมณะก็ไม่ใช่ วันนี้ ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกจากป่าไปเสียเถิด ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำธุระของเราไปโดยเร็ว เพราะท่านมากด้วยความเกียจคร้าน วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาด ฉะนั้น ฤาษีทั้งหลาย จักคร่า ท่านมาโจทท้วง ทุกเมื่อ วิญญูชนจักประกาศท่านว่ามีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็เมื่อไม่ได้สังวาส ท่านจักเป็นอยู่อย่างไรช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน ๓ ครั้ง เกิดในสกุลช้างมาตังคะมีอายุ ๖๐ ถอยกำลังแล้ว นำ (ขับ) ออกจากโขลง มันถูกขับจากโขลงแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ มันเป็นสัตว์มีทุกข์เศร้าใจ ซบเซา หวั่นไหวอยู่ ฉันใด ชฎิลทั้งหลายจักนำ (ขับ) แม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออก ท่านถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ ฉันนั้น ท่านเพรียบพร้อมแล้วด้วยลูกศร คือ ความโศก ทั้งกลางวันและกลางคืน จักถูกความเร่าร้อนแผดเผา เหมือนช้างถูกขับจากโขลง ฉะนั้น หม้อน้ำทอง ย่อมไม่ไปในที่ไหนๆ ฉันใด ท่านมีศีลอันเสื่อมแล้ว ก็ฉันนั้น จักไม่ไปในที่ไหนๆ แม้ท่านอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ทรัพย์อันเป็นของมารดา และแม้ของบิดาที่ฝังไว้ของท่านไม่มี ท่านจักต้องทำการงานของตน จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จักเป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ กรรมที่ดีนั้นท่านไม่ชอบ เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เราได้ธรรมกถาต่างๆ ห้ามจิตจากบาปธรรม เมื่อเรามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓ หมื่นปีล่วงเราไป (ผู้อยู่) ในป่าใหญ่ พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ทรงเห็นเราผู้ไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์อันอุดมจึงเสด็จมายังสำนักของเรา พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุทประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น ดังพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในระหว่างกลีบเมฆ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังราชสีห์ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างร่าเริง เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าน พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังแท่งทองสิงคี เปรียบด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณีเสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดังเขา (แก้วใส) ไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจพระอาทิตย์เวลาเที่ยง เวลานั้น เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ จึงคิดอย่างนี้ว่า สัตว์ผู้นั้นเป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์ นระเช่นนี้ เราไม่เคยได้ฟังหรือเห็นในแผ่นดิน บทมนต์จะมีอยู่บ้างกระมัง ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรารวบรวมดอกไม้และของหอมต่างๆ ไว้ในเวลานั้น ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้อันวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจ แล้วได้กล่าวคำนี้กะพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถีว่า ข้าแต่พระวีรเจ้า อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้าพระองค์จัดไว้ถวายแล้ว ขอได้โปรดทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิดพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงตกพระทัย ดังพญาไกรสร ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น ๗ คืน ๗ วัน เราก็ได้นมัสการพระองค์ ๗ คืน ๗ วัน พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้วเมื่อทรงพยากรณ์กรรมของเรา ได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า ท่านจงเจริญพุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ท่านเจริญพุทธานุสสตินี้แล้ว จักยังใจให้เต็มเปี่ยมได้ จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อยู่ในแว่นแคว้น ๑๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็นอันมาก จะไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติ ในแสนกัลป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านจักทิ้ง ทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก จักบวชในพระศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักยังพระสัมพุทธเจ้าโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้ทรงยินดี จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสุภูติพระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในคณะพระทักขิไณยบุคคล ๑ ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑ พระสัมพุทธเจ้าผู้รุ่งเรือง ทรงเป็นนายกสูงสุด เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ ดังพญาหงส์ในอัมพร เราอันพระโลกนาถทรงพร่ำสอนแล้ว นมัสการพระตถาคต มีจิตเบิกบาน เจริญพระพุทธานุสสติอันอุดมทุกเมื่อ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เราย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก เราไม่มีความบกพร่องโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติในแสนกัลปแต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมอันใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสสติคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
             ทราบว่า ท่านพระสูภูติเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สุภูติเถราปทาน.
 

   วางใจเป็นทานให้ถึงทาน   
 
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

๘. สัปปุริสทานสูตร

          
   [๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยศรัทธา ๑ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ๑
ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร ๑  เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน ๑
ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่น ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษครั้นให้ทานด้วยศรัทธาแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล (บังเกิดขึ้น)

ครั้นให้ทานโดยเคารพแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีบุตรภรรยา ทาส
คนใช้หรือคนงาน เป็นผู้เชื่อฟัง เงี่ยโสตลงสดับคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล

ครั้นให้ทานโดยกาลอันควรแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และย่อมเป็นผู้มีความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์ ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล

ครั้นเป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทานแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ สูงยิ่งขึ้น ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล

ครั้นให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และย่อมเป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่มีภยันตรายมาแต่ที่ไหนๆ คือ จากไฟ จากน้ำ
จากพระราชา จากโจร จากคนไม่เป็นที่รัก หรือจากทายาท
ในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๘

   ทานแม้น้อยหามีค่าเท่าความเลื่อมใสและศรัทธาที่ทำไม่  
หากมั่นในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า  พระปัจจเจก  พระอริยะ
ศรัทธาที่มั่นแล้ว  เลิศแล้ว ย่อมมีกำลังยิ่งนัก
อย่าประมาท ในการวางใจ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๙. ปีตวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปีตวิมาน
            สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
        
[๔๗]  ดูกรนางเทพธิดาผู้เจริญ ผู้นุ่งห่มผ้าล้วนแล้วด้วยสีเหลือง มีธงก็เหลือง ตกแต่งด้วยเครื่องอลังการเหลือง มีกายอันลูบไล้ด้วยจุณจันทน์เหลืองทัดทรงดอกบัวหลวง มีปราสาทอันแล้วด้วยทองคำ มีที่นอนและที่นั่งสีเหลือง ทั้งภาชนะที่รองรับขาทนียะและโภชนียะสีเหลือง มีฉัตรสีเหลือง รถสีเหลือง มีม้าและพัดล้วนแล้วสีเหลือง เมื่อชาติก่อนท่านเป็นมนุษย์ ได้กระทำบุญอะไรไว้ ฉันถามท่านแล้วขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร
            
นางเทพธิดาตอบว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้น้อมนำเอาดอกบวบขมซึ่งมีรสขม ไม่มีใครชอบ จำนวน ๔ ดอก ไปบูชาพระสถูปตั้งจิตอุทิศต่อพระบรมธาตุของพระบรมศาสดา ด้วยจิตอันเลื่อมใสกำลังส่งใจไปในพระบรมธาตุของพระศาสดานั้น ไม่ทันได้พิจารณาถึงหนทางที่มาแห่งแม่โค ทันใดนั้น แม่โคได้ขวิดหม่อมฉันผู้มีความปรารถนาแห่งใจยังไม่ถึงพระสถูป ถ้าหม่อมฉันได้สั่งสมบุญนั้นไซร้ หม่อมฉันพึงได้ทิพยสมบัติยิ่งกว่านี้เป็นแน่ ข้าแต่ท้าวมัฆวานจอมเทพผู้เทพกุญชร เพราะบุญกรรมนั้น หม่อมฉันละอัตภาพมนุษย์แล้ว จึงได้มาอภิรมย์อยู่กับพระองค์ ท้าวมัฆวานผู้เป็นอธิบดีแห่งทศเทพผู้ทรงเทพกุญชร ได้ทรงสดับเนื้อความนี้แล้ว เมื่อจะทรงยังทวยเทพเจ้าชาวดาวดึงส์สวรรค์ให้เลื่อมใส ได้ตรัสกะมาตลีเทพบุตรว่า ดูกรมาตลี จงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่าอัศจรรย์นี้ ทานวัตถุแม้มีประมาณน้อยอันนางเทพธิดานี้ทำแล้ว ย่อมเป็นบุญมีผลมาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระตถาคต ทักษิณา ย่อมไม่ชื่อว่ามีผลน้อยเลย มาเถิดมาตลี แม้เราทั้งหลายพึงรีบเร่งบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระตถาคตให้เสมอผลก็ย่อมสม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบธรรม สัตว์ทั้งหลายย่อมไปสู่สุคติ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะบูชาในพระตถาคตเหล่าใด
ไว้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถาคตเหล่านั้นย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ.

จบ ปีตวิมานที่ ๙.


 
   ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก   
ประณีต  ก้องสมุทร
 
ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก

  คนเราที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้  มิได้อยู่โดยลำพังเพียงคนเดียว  ย่อมมี  พ่อ  แม่  พี่  น้อง  ญาติ  มิตร 
สหาย  ข้าทาส  บริวาร  และบุตร  ภรรยา  สามีด้วยกันทั้งนั้น  การที่เราจะอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นด้วยความสุข 
และเป็นที่รักของคนเหล่านั้น  นอกจากจะต้องเป็นคนดี   มีเมตตากรุณา  มีสัมมาคารวะต่อ  ผู้ที่ควรคารวะ 
พูดวาจาอ่อนหวานแล้ว   ยังต้องอาศัยความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   อุดหนุน   เจือจานกันเป็นเครื่องผูกใจคน
เหล่านั้นด้วย

ผู้ขอบ่อยๆ  ย่อมเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นฉันใด  ผู้ให้ก็ย่อมเป็นที่รักของผู้อื่นฉันนั้น

ด้วยเหตุนี้  การให้จึงเป็นการผูกน้ำใจผู้อื่นไว้ได้ประการหนึ่ง  ปกตินั้นคนเรามักจะมีความตระหนี่
หวงแหนอยู่เป็นประจำใจ  ยากนักที่จะหยิบยื่นสิ่งใดให้แก่ใครๆ  ได้โดยง่าย  เพราะฉะนั้น  คนที่สามารถหยิบ
ยื่นของๆ ตนให้แก่ผู้อื่นได้นั้นนับว่าน่าสรรเสริญอย่างยิ่ง   ถ้ารู้จักให้เสียครั้งหนึ่งแล้ว   ก็ไม่ยากเลยที่จะให้ใน
ครั้งต่อๆไป

ทั้งๆที่ทุกคนรู้จักการรับ   และการให้มาตั้งแต่เด็กๆ   เพราะต่างก็เคยรับและเคยให้กันมาแล้ว 
การรับนั้นไม่ยาก ขอให้รับด้วยความอ่อนน้อมเป็นพอ ส่วนการให้นั้นเชื่อว่าคงมีคนไม่มากนักที่จะให้ได้ถูกต้อง
ให้เกิดประโยชน์  ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ   เป็นการให้แบบสัตบุรุษ  คือคนดีทั้งหลาย   ตามที่พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้  ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้มาก่อน  น้อยคนนักที่จะประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง
แม้แต่ทรัพย์ที่เราขวนขวายแสวงหามา  เราก็ยังไม่ทราบว่าจะใช้ทรัพย์นั้นไปในทางใดจึงจะเกิดประโยชน์ 
ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดง เรื่องการใช้ทรัพย์ ไว้ในอังคุตตรนิกาย  ปัญจกนิบาต  อาทิยสูตรที่ ๑
(ข้อ  ๔)  ๕ ประการ  คือ

๑.  ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตชอบธรรม  บำรุงเลี้ยงตนเอง  บิดา  มารดา  บุตร  ภรรยาและบ่าว
ไพร่ให้มีความสุข  ไม่อดยาก

๒.  ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตชอบธรรม  เลี้ยงดูมิตรสหายให้อิ่มหนำสำราญ

๓.  ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตชอบธรรม  ป้องกันอันตรายอันเกิดจากไฟ จากน้ำ พระราชา โจร
หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก  เพื่อให้ตนปลอดภัยจากอันตรายนั้นๆ

๔.  ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม  ทำพลี  คือบูชา  หรือบำรุงในที่ ๕ สถาน  คือ  ญาติพลี บำรุง
ญาติ  อติถิพลี ต้อนรับแขก  ปุพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  ราชพลี บำรุงราชการมีการเสียภาษี
อากรเป็นต้น  และเทวตาพลี ทำบุญแล้วอุทิศให้แก่เทวดา  เพราะว่าเทวดาย่อมคุ้มครองรักษาผู้นั้นด้วยคิดว่า 
"คนเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็นญาติของเราเขาก็ยังมีน้ำใจให้ส่วนบุญแก่เรา  เราควรอนุเคราะห์เขาตามสมควร"

๕.  ใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม  บำเพ็ญทักษิณาทานที่มีผลเลิศ  เกื้อกูลแก่สวรรค์  มีวิบาก
เป็นสุข   ไว้ในสมณะพราหมณ์ผู้เว้นจากความประมาท  มัวเมา  ตั้งอยู่ในขันติโสรัจจะเป็นผู้หมั่นฝึกฝนตนให้
สงบระงับจากกิเลส  ในข้อ   ๕   นี้ตรัสสอนให้ใช้ทรัพย์ที่หามาได้ให้ทานแก่ผู้มีศีล   ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ 
ปฏิบัติเพื่อความหมดจดจากกิเลส  ผู้เป็นทักขิเณยยบุคคล  เพราะทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก  ทำให้เกิดใน
สวรรค์  ได้รับความสุขอันเป็นทิพย์  นอกจากนั้นผู้ถวายยังอาจบรรลุคุณวิเศษ  เพราะธรรมที่ท่านผู้ประพฤติ
ดีปฏิบัติชอบเหล่านั้นยกมาแสดงให้ฟังได้อีกด้วย  ผู้มีปัญญาย่อมไม่เสียดายทรัพย์ที่หมดเปลืองไปเพราะเหตุ
เหล่านี้  เพราะว่าท่านได้ใช้ทรัพย์นั้นถูกทางแล้วเกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นแล้ว  โดยเฉพาะทรัพย์คือบุญที่
ท่านถวายไว้ในผู้มีศีลเหล่านั้น  ยังสามารถติดตามตนไปในโลกหน้าได้อีกด้วย

ควรหรือไม่ที่เราจะใช้ทรัพย์ให้ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้

และควรหรือไม่ที่เราจะใช้ทรัพย์นั้นจำแนกแจกทาน

ด้วยเหตุนี้  จึงควรที่จะรับรู้เรื่องของทาน  ตลอดจนการให้ทานที่ถูกต้องไว้บ้าง  เพื่อทานของเราจะ
ได้เป็นทานที่มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก

คำว่า  ทาน  ที่แปลว่า  การให้  นั้น  จัดเป็นบุญเป็นกุศล  เป็นความดีอย่างหนึ่ง  หมายถึง เจตนาที่
เป็นเหตุให้เกิดการให้ก็ได้   หมายถึงวัตถุ  คือสิ่งของที่ให้ก็ได้  ทานจึงมีความหมายที่เป็นทั้งนามธรรมและรูป
ธรรม   ถ้าหมายถึงเจตนาที่ให้ก็เป็นนามธรรม  ถ้าหมายถึงวัตถุที่ให้ก็เป็นรูปธรรม  ในที่นี้จะขอกล่าวถึงทาน
ในความหมายทั้งสองอย่างนี้รวมๆกันไป

เจตนาที่เป็นเหตุให้เกิดการให้ทานนั้น  แบ่งตามกาลเวลาได้ ๓ กาล  คือ  ปุพเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้น
ก่อน  คือเมื่อนึกจะให้  ก็แสวงหาตระเตรียมสิ่งที่จะให้นั้นให้พร้อม  มุญจเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นในขณะกำลังให้
ของเหล่านั้น  อปรเจตนา เจตนาที่เกิดขึ้นหลังจากได้ให้เรียบร้อยแล้ว  แล้วเกิดความปีติยินดีในการให้ของตน

บุคคลใดที่ทำบุญหรือให้ทานด้วยจิตใจที่โสมนัสยินดี  ทั้งประกอบด้วยปัญญา  เชื่อกรรมและผลของ
กรรมครบทั้ง  ๓  กาลแล้ว  บุญของผู้นั้นย่อมมีผลมาก

เจตนาทั้ง  ๓  กาลนี้  เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องดับไปเช่นเดียวกับสังขารธรรมอื่นๆ  และเมื่อดับไป
แล้วสามารถจะส่งผลนำเกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์และเทวดาได้  ใน พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน 
แสดงความบุพกรรม  คือกรรมในชาติก่อนๆ  ของผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่เกี่ยวกับทานไว้มากมาย ตัวอย่าง
เช่น  พระอรหันต์รูปหนึ่งในอดีตชาติได้ถวายผลมะกอกผลหนึ่งแก่พระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในป่าใหญ่  รูปหนึ่ง
เคยถวายดอกบุนนาค  รูปหนึ่งเคยถวายขนม  รูปหนึ่งเคยถวายรองเท้า  เป็นต้น  นับแต่นั้นมาท่านเหล่านั้นไม่
เคยเกิดในทุคติภูมิเลย  เกิดอยู่แต่ในสุคติภูมิ  เป็นมนุษย์และเทวดาเท่านั้น  ตราบจนในชาติสุดท้ายได้สำเร็จ
เป็นพระอรหันต์

วัตถุทาน  คือสิ่งของที่ให้นั้นก็มีหลายอย่าง  กล่าวกว้างๆ  ก็ได้แก่ปัจจัย  ๔  คือ  จีวร  ซึ่งรวมทั้ง
เครื่องนุ่งห่มด้วย  บิณฑบาต ซึ่งรวมทั้งอาหารเครื่องบริโภคทุกอย่าง  เสนาสนะ ที่อยู่อาศัย  คิลานเภสัช
คือยารักษาโรค

ในโภชนทานสูตร  อัง. ปัญจก. ข้อ ๓๗  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า  ทายกผู้ให้โภชนะเป็น
ทาน   ชื่อว่าให้ฐานะ  ๕  อย่างแก่ปฏิคาหก   คือ  ผู้รับ  ๕  อย่าง  คือ   ๑. ให้อายุ   ๒. ให้วรรณะ คือผิวพรรณ 
๓. ให้ความสุข  คือ  สุขกาย สุขใจ   ๔. ให้กำลัง  คือความแข็งแรงของร่างกาย  ๕. ให้ปฏิภาณ คือฉลาดใน
การตั้งปัญหาและตอบปัญหา

ถ้าจะพูดให้ละเอียดขึ้นไปอีก  พระพุทธองค์ก็ทรงจำแนกวัตถุทานไว้  ๑๐  อย่างคือ  ข้าว  น้ำ  ผ้า 
ยาน  (พาหนะ)  ดอกไม้  ของหอม  เครื่องลูบไล้  ที่อยู่  ที่อาศัย  และประทีปดวงไฟ

ใน  กินททสูตร สัง. สคาถ. ข้อ ๑๓๘  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

การให้ข้าวและน้ำ  ชื่อว่า  ให้กำลัง
การให้ผ้า  เครื่องนุ่งห่ม  ชื่อว่า  ให้ผิวพรรณ
การให้ยานพาหนะ  ชื่อว่า  ให้ความสุขทั้งกายและใจ
การให้ประทีบดวงไฟ  ชื่อว่าให้ดวงตา
การให้ที่อยู่อาศัย  ชื่อว่า  ให้ทุกอย่าง  คือให้กำลัง  ให้ผิวพรรณ  ให้ความสุข  และให้ดวงตา

แต่การพร่ำสอนธรรม  คือการให้ธรรมะ  ชื่อว่าให้สิ่งที่ไม่ตาย  เพราะบุคคลจะพ้นจากความตาย
ไม่ต้องเกิดอีกได้  ก็เพราะอาศัยการได้สดับตรับฟังธรรม  ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

การให้ธรรมะชนะการให้ (สิ่งอื่น) ทั้งปวง  แม้การจะทำทานให้ถูกต้องก็ต้องอาศัยการฟังธรรม

ใน   วนโรปสูตร สัง สคาถ. ข้อ ๑๔๖  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบเทวดาที่มาทูลถามว่า  ชนพวก
ไหนมีบุญเจริญในกาลทุกเมื่อ  ทั้งกลางวันและกลางคืน  ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรมสมบูรณ์ด้วยศีล  เป็นผู้ไป
สวรรค์  ด้วยข้อความว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม (คือสวนดอกไม้  สวนผลไม้)  ปลูกหมู่ไม้ (เพื่อให้ร่มเงา)  สร้างสะพาน 
และชนเหล่าใดให้โรงน้ำดื่มเป็นทาน  บ่อน้ำ  บ้านเป็นที่พักอาศัย  ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญเจริญในกาลทุกเมื่อ 
ทั้งกลางวันและกลางคืน  ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม  สมบูรณ์ด้วยศีล  เป็นผู้ไปสวรรค์

ซึ่งมีความหมายว่า  ชนเหล่าใดทำกุศลมีการสร้างอารามเป็นต้น  เหล่านี้  เมื่อระลึกถึงการทำกุศลนั้น
ในกาลใด  ในกาลนั้นบุญย่อมเจริญ  คือเพิ่มขึ้น  และเมื่อชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม  คือกุศลธรรม ๑๐   มีการไม่
ฆ่าสัตว์  เป็นต้น  ย่อมเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์  ละโลกนี้ไปแล้วย่อมเกิดในสวรรค์

นอกจากนั้น  เจตนาที่เป็นเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต  เป็นต้น  พระพุทธองค์ก็ตรัสว่าเป็น
มหาทาน  เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ดังที่ตรัสไว้ในปุญญาภิสันทสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๒๙ ว่า

การงดเว้นจากปาณาติบาต  คือการไม่ฆ่าสัตว์ทั้งด้วยตนเองและใช้ผู้อื่น เป็นการให้ความไม่มีเวร
ไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย  เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์

การงดเว้นจากอทินนาทาน  คือการถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้ทั้งโดยตนเอง และใช้ผู้อื่น 
เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น

การงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร  คือการประพฤติผิดในบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น  ชื่อว่า ให้ความ
บริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น

การงดเว้นจากมุสาวาท  คือการกล่าวเท็จ  กล่าวไม่จริงชื่อว่าให้ความจริงแก่ผู้อื่น

การงดเว้นจากสุรา เมรัย และของมึนเมา เสพติด  อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ชื่อว่าให้ความ
ปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง   คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์   แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น   แก่บุตร  ภรรยา  สามีของผู้อื่น 
และให้แต่คำพูดที่เป็นจริงแก่ผู้อื่น  ทั้งนี้เพราะผู้ที่มึนเมาแล้วย่อมขาดสติ  เป็นผู้ประมาท  สามารถจะประพฤติ
ล่วงศีลได้ทุกข้อ  รวมทั้งประพฤติผิดอื่นๆด้วย  ด้วยเหตุนี้ผู้ที่อัตคัตขาดแคลนทรัพย์สิ่งของที่จะนำออกให้เป็น
ทานก็ไม่ควรเดือดร้อนใจ   เพราะเราสามารถจะบำเพ็ญทานที่ยิ่งใหญ่เป็นมหาทาน   เป็นทานที่ไม่เจาะจง 
เป็นทานที่แผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้  ด้วยการรักษาศีล  ๕  ยิ่งถ้าสามารถจะทำได้ทั้งสองอย่างก็
ยิ่งประเสริฐ

ขอกล่าวถึง  ทาน  ที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า  ทานของอสัตบุรุษและทานของสัตบุรุษ  ตามที่แสดง
ไว้ใน  อสัปปุริสสูตร  และ  สัปปุริสสูตร  อังคุตตรนิกาย  ปัญจกนิบาต  ดังต่อไปนี้

ทานของอสัตบุรุษ  คือทานของคนไม่ดี  มีอยู่ ๕ อย่าง  คือ  ให้โดยไม่เคารพ ๑  ให้โดยไม่ยำเกรง ๑ 
ไม่ให้ด้วยมือของตนเอง ๑  ให้โดยทิ้งขว้าง ๑  ไม่เห็นผลในอนาคตแล้วให้ ๑

ส่วน  สัตบุรุษ  ย่อมให้ทานโดยเคารพ ๑  ให้โดยยำเกรง ๑  ให้ด้วยมือของตนเอง ๑  ให้โดยไม่ทิ้ง
ขว้าง ๑  เห็นผลในอนาคตจึงให้ ๑

อีกนัยหนึ่ง  แสดงว่า  ทานของสัตบุรุษ มี ๕ อย่าง  คือให้ทานโดยศรัทธา ๑  ให้ทานโดยเคารพ ๑ 
ให้ทานตามกาลอันควร ๑  เป็นผู้มีจิตคิดอนุเคราะห์ให้ทาน ๑  ให้ทานโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ๑  ถ้าตรง
ข้ามกับ ๕ ข้อนี้ก็ชื่อว่าเป็นทานของอสัตบุรุษ

ทานของสัตบุรุษนัยที่  ๑

๑.  ให้ทานโดยเคารพ  คือให้โดยความเต็มใจ  ไม่ได้ให้ด้วยความเกรงกลัวหรือจำใจให้  เวลาให้
ก็ให้ด้วยกิริยาที่นอบน้อมยิ้มแย้มแจ่มใส

๒.  ให้ทานโดยยำเกรง  คือเคารพในทานของตนและเคารพในผู้รับ  การเลือกให้แต่ของดี  ของมี
ประโยชน์  ของสะอาดมีรสดี เป็นต้น  ชื่อว่าเคารพทานของตน  อีกประการหนึ่งผู้ที่ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่
พอใจ  ผู้ที่ให้ของที่เลิศ  ย่อมได้ของที่เลิศ  ผู้ที่ให้ของที่ดี ย่อมได้ของดี  ผู้ที่ให้ของที่ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที่
ประเสริฐ  นรชนใดให้ของที่เลิศ  ให้ของที่ดี  ให้ของที่ประเสริฐ  นรชนนั้นจะบังเกิดในที่ใดๆ  ย่อมมีอายุยืน  มียศ 
นี้เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า

การเลือกผู้รับที่สมควรแก่ของ  และเลือกผู้รับที่เป็นผู้มีศีล  มีคุณธรรม ชื่อว่า เคารพในผู้รับ  ข้อนี้
มิได้หมายความว่าถ้าผู้รับเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  หรือเป็นผู้ไม่มีศีลแล้ว ไม่ต้องให้  ควรให้ทั้งสิ้น  แต่ของที่ดี ของที่
ประณีต ของที่สะอาด มีรสเลิศ  ย่อมสมควรแก่ผู้รับที่เลิศ  คือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้มีศีลยิ่งกว่าผู้อื่น  ยิ่งให้
แก่ผู้มีศีลจำนวนมากเป็นประโยชน์สุขแก่ผู้มีศีลจำนวนมาก  ที่เรียกว่า  สังฆทาน  ยิ่งมีผลมากจนประมาณไม่
ได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ชาติ

๓.  ให้ด้วยมือของตน  ข้อนี้หมายความว่า  เวลานี้เราเป็นมนุษย์  มีมือ  มีเท้า  มีอวัยวะครบบริบูรณ์ 
เราจึงควรทำทานนั้นด้วยมือตนเอง  ไม่ควรใช้ผู้อื่นทำแทนอยู่เสมอๆ  ถ้าจะใช้ก็ควรใช้เป็นบางครั้งบางคราว
ในเวลาจำเป็น  นอกจากนั้นแล้วควรทำทานด้วยมือของตนเอง  เพราะนอกจากจะทำให้เกิดเจตนาที่เป็นบุญ
ในขณะที่กำลังให้แล้ว  ในวัฏฏะอันยาวนานนี้  เราไม่อาจทราบได้ว่าเราจะเกิดเป็นคนมือขาดเท้าขาดเมื่อใด
ถ้าเราเกิดเป็นคนมือขาดแล้ว  แม้ของมีอยู่และเราอยากให้ทานด้วยมือของเราเอง  เราจะให้ได้อย่างไร  นอก
จากจะอาศัยผู้อื่นทำแทนเท่านั้น

๔.  ให้โดยไม่ทิ้งขว้าง  ข้อนี้หมายถึงไม่ทิ้งขว้างการให้  คือให้อยู่โดยสม่ำเสมอ  ให้อยู่เป็นประจำ

๕.  เห็นผลในอนาคตจึงให้  หมายความว่า  ให้เพราะเชื่อว่า  ทานมีจริง  ผลของทานมีจริง  ทาน
ทำให้เกิดในสวรรค์ได้จริง  แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน  หรือเชื่อว่าทานเป็นการขัด
เกลาความตระหนี่  เป็นบันไดก้าวไปสู่สวรรค์และมรรคผล  นิพพานได้  สัตบุรุษท่านเชื่ออย่างนี้จึงให้ทาน

ถ้าเป็นทานของอสัตบุรุษ  ก็มีนัยตรงข้ามกับที่กล่าวนี้

ทานของสัตบุรุษนัยที่  ๒

๑.  ให้ทานโดยศรัทธา  ผู้ที่เป็นสัตบุรุษ  คือคนดีทั้งหลายนั้นย่อมให้ทานเพราะเชื่อกรรม  และผล
ของกรรมว่ามีจริงจึงให้  ครั้นให้แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก  มีโภคะมาก  และเป็นผู้มีรูปงาม  น่าดูน่าเลื่อม
ใส  มีผิวพรรณงดงามในที่ๆ  ทานนั้นเผล็ดผล

๒.  ให้ทานโดยเคารพ  คือ  ให้ด้วยกิริยาที่เคารพ  นอบน้อม  ครั้นให้แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  มีทรัพย์
มาก  มีโภคะมาก  และเป็นผู้มีบุตร  ภรรยา  ทาส  และคนใช้หรือคนงาน  เป็นผู้เคารพเชื่อฟัง  สนใจสดับรับ
ฟังคำสั่ง  ตั้งใจใคร่รู้ในที่ๆ  ทานนั้นเผล็ดผล

๓.  ให้ทานตามกาลอันควร  ครั้นให้แล้ว  ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  มีทรัพย์มาก  มีโภคะมาก  และย่อม
เป็นผู้มีความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์  ในที่ๆ  ทานนั้นเผล็ดผล  คือ  เป็นผู้มีทรัพย์มาตั้งแต่วัยเด็ก 
สามารถจะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในขณะที่ยังมีกำลังวังชาแข็งแรง  สติปัญญาเฉียบแหลม 
ไม่ใช่ได้ทรัพย์มาเมื่อหมดกำลังกายและกำลังปัญญาจะนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว

กาลทาน  หรือทานที่ให้ในกาลอันควรนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงแสดงไว้ใน  กาลทานสูตร 
อังคุตตรนิกาย  ปัญจกนิบาต  ว่ามีอยู่  ๕  อย่าง  คือ

๑.  อาคันตุกะทาน  คือทานที่ให้แก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน  หมายความว่าผู้นั้นเป็นผู้มาใหม่  ยังไม่รู้จัก
สถานที่และบุคคลในถิ่นนั้น  เราก็ช่วยสงเคราะห์ให้ที่พักหรือข้าวของต่างๆ  เพื่อให้เขาได้รับความสะดวกสบาย 
แม้พระภิกษุที่จรมาจากที่อื่น  ท่านยังไม่รู้จักทางที่จะไปบิณฑบาตเป็นต้น  ภิกษุที่อยู่ก่อนหรืออุบาสก  อุบาสิกา 
ก็ช่วยอนุเคราะห์ท่าน  ด้วยการถวายอาหารบิณฑบาต   และของใช้ที่จำเป็นแก่สมณะ  ทำให้ท่านได้รับความ
สะดวกสบายไม่เดือดร้อน  อย่างนี้จัดเป็น  อาคันตุกะทาน  และเป็นกาลทาน

๒.  คมิกะทาน  คือทานที่ให้แก่ผู้เตรียมตัวจะไป  หมายความว่า  ให้แก่บุคคลที่เตรียมตัวจะไปยัง
ถิ่นอื่น   สัตบุรุษย่อมสงเคราะห์คนที่จะเดินทางไปนั้น   ด้วยค่าพาหนะ  หรือด้วยยานพาหนะ  ตลอดจนเครื่อง
อุปโภคบริโภคที่สมควร

๓.  ทุพภิกขทาน  คือ  ทานที่ให้ในสมัยข้าวยากหมากแพง  ผู้คนอดอยาก  ได้รับความเดือดร้อน 
แม้ในสมัยที่น้ำท่วม  ไฟไหม้  ผู้คนเดือดร้อนไร้ที่อยู่  การให้ที่พักอาศัย  และข้าวของ  เครื่องใช้ข้าวปลาอาหาร
ในเวลานั้น  ก็จัดเป็นกาลทาน

๔.  นวสัสสะทาน  การให้ข้าวใหม่แก่ผู้มีศีล
๕.  นวผละทาน  การให้ผลไม้ใหม่แก่ผู้มีศีล

ที่ข้อ  ๔  และข้อ  ๕  จัดเป็นกาลทาน  เพราะข้าวใหม่ก็ดีผลไม้ที่ออกใหม่ตามฤดูกาลก็ดี  มิใช่ว่า
จะมีอยู่เสมอตลอดปี  มีเป็นครั้งเป็นคราวตามฤดูกาลเท่านั้น  สัตบุรุษย่อมนำข้าวใหม่และผลไม้ที่เพิ่งออกใหม่ 
ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล  แล้วจึงบริโภคเองต่อภายหลัง  ท่านที่เคยมีชีวิตอยู่ในชนบทคงจะเคยพบเห็น
ว่า  เวลาที่ข้าวออกรวงเป็นน้ำนม  ชาวนาก็จะเก็บเอารวงข้าวอ่อนมาทำเป็นข้าวยาคูถวายพระ  ข้าวแก่อีกนิด
ก็เอามาทำเป็นข้าวเม่า  ข้าวสุกแล้วก็เอามาสีเป็นข้าวสารหุง  ถวายพระภิกษุผู้ทรงศีลก่อน   แม้ชาวสวนเมื่อ
ผลไม้แก่จัดเขาก็จะเก็บเอามาถวายพระเสียก่อน  แล้วจึงนำออกขายหรือบริโภคเอง  คนที่มิใช่ชาวนาชาวสวน
บางคน  เมื่อเห็นข้าวใหม่หรือผลไม้ออกใหม่วางขายตามตลาด  ก็ซื้อมาแบ่งถวายพระเสียก่อนแล้วจึงบริโภค 
นับว่าท่านเหล่านี้  ได้ทำบุญของท่านถูกกาละเทศะเป็นอย่างยิ่ง   ตรงต่อคำสอนของพระบรมศาสดา  ในข้อ
กาลทาน

บางแห่งท่านรวมเอาการให้ข้าวใหม่  และการให้ผลไม้ใหม่ไว้เป็นข้อเดียวกัน  แล้วเพิ่ม  คิลานทาน 
คือ  การให้ทานแก่คนเจ็บไข้ไร้ที่พึ่ง  ด้วยยา และอาหารเป็นต้น  ซึ่งคิลานทาน  นี้ก็สมควรจะเป็นกาลทานได้
เช่นกัน

เพราะเหตุที่กาลทาน  เป็นทานที่ให้ในเวลาจำกัดทำไม่ได้โดยสม่ำเสมอ  พระผู้มีพระภาคเจ้า 
จึงตรัสว่าเป็นทานที่มีผลมาก  ยิ่งให้ในผู้มีศีลผู้ประพฤติตรงยิ่งมีผลมาก  แม้บุคคลผู้อนุโทนาต่อทานของผู้นั้น 
หรือช่วยเหลือให้ทานของผู้นั้นสำเร็จผล  ก็ได้รับผล  ทั้งบุญของผู้ให้ก็ไม่บกพร่อง  เพราะฉะนั้นบุคคลจึงควร
ยินดีในการให้ทาน  ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผลมาก  ทั้งยังติดตามไปเป็นที่พึ่งแก่เขาในโลกหน้าด้วย

๔.  มีจิตคิดอนุเคราะห์จึงให้  หมายความว่า  สัตบุรุษนั้นเมื่อเห็นผู้ใดได้รับความลำบาก  ขาด
แคลนสิ่งใด   ก็มีจิตคิดช่วยเหลือคนเหล่านั้นด้วยความเต็มใจ   โดยไม่หวังผลตอบแทนโดยไม่คิดว่าเมื่อเรา
ช่วยเหลือเขาแล้ว  เขาจะต้องตอบแทนคุณของเรา  แต่ช่วยเหลือเพราะต้องการให้คนเหล่านั้นได้รับความสุข
สบาย  ครั้นให้แล้วย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  มีโภคะมาก  และเป็นผู้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ ที่สูงๆที่ประณีต 
ที่เป็นของดียิ่งๆ ขึ้นไปในที่ที่ทานนั้นเผล็ดผล

๕.  ให้ทานโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น  หมายความว่าไม่กระทบคุณงามความดีของตน  และ
ไม่กระทบคุณงามความดีของผู้อื่น  บางคนเคยทำทานด้วยทรัพย์สินและเงินทองครั้งละมากๆ  แต่บางคนก็ทำ
เพียงครั้งละเล็กๆ  น้อยๆ  ตามฐานะของตน   คนที่ทำมากบางคนทำแล้วก็ชอบข่มคนอื่น  ชอบกล่าววาจาดูถูก
ผู้อื่นที่ทำน้อยกว่า เป็นการยกตนข่มท่านอย่างนี้ชื่อว่าทำให้คุณงามความดีของตนลดน้อยลง

เพราะอะไร
เพราะเราอุตส่าห์ละความตระหนี่  นำทรัพย์สินเงินทองออกทำบุญให้ทาน  แต่แล้วเราก็กลับทำลาย
ความดีของเราเองด้วยการเพิ่มกิเลส  คือดูถูก  ดูหมิ่นผู้อื่น  ทั้งผู้ที่ทำบุญให้ทานน้อยนั้นเกิดได้ยินคำพูดอันไม่
เพราะหูนั้นเข้า  ถ้าเขาขาดโยนิโสมนสิการ  จิตใจที่เป็นกุศลของเขาก็ดับวูบลง  แล้วอกุศลคือความโทมนัสเสีย
ใจก็จะเกิดขึ้นแทน  อย่างนี้ชื่อว่าทำลาย  คุณงามความดีของผู้อื่น  ทำให้ผู้อื่นเสื่อมจากคุณความดี  คือกุศลที่มี
อยู่   หรือบางคนเป็นผู้รักษาศีล ๕  โดยเคร่งครัดแต่ได้ให้สุรายาเมาเป็นทานแก่ผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ  ก็
ตามทำให้ผู้รับมึนเมา  ขาดสติ  สามารถจะกระทำบาปอกุศลต่างๆ  มีการฆ่าสัตว์เป็นตนได้  อย่างนี้ก็เป็นการ
ให้ที่กระทบความดีของตนและผู้อื่นเช่นกัน   เพราะเราเป็นผู้มีศีลอยู่แล้ว   แทนที่จะชักชวนคนอื่นให้เขามีศีล
อย่างเรา  กลับทำให้เขาเสื่อมเสียจากศีล  ทานอย่างนี้สัตบุรุษท่านไม่กระทำ  สัตบุรุษครั้นให้ทานโดยไม่กระทบ
ตนและผู้อื่นแล้ว  ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง  มีทรัพย์มาก  มีโภคะมาก  และโภคทรัพย์นั้น  ย่อมไม่เป็นอันตรายจากไฟ 
จากน้ำ  จากพระราชา  จากทายาทหรือจากคนที่ไม่เป็นที่รักในที่ๆ  ทานนั้นให้ผล

นี่คือการให้ทานของสัตบุรุษ  ถ้าตรงกันข้ามก็เป็นทานของอสัตบุรุษ

ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ  ถ้าไม่มีเหตุ  ผลก็เกิดไม่ได้ทั้งเหตุก็สมควรแก่ผลด้วย  คือเหตุดี  ผลต้องดี 
เหตุชั่วผลต้องชั่ว  ไม่ใช่เหตุดีแล้วผลชั่ว  หรือเหตุชั่วแล้วผลดี   ถ้าเป็นอย่างนั้นเหตุก็ไม่สมควรแก่ผล   สัตบุรุษ
ท่านทำเหตุ  คือทานของท่านดีผลที่ได้รับก็ต้องดีเป็นธรรมดา

ใน  อิสสัตถสูตร สัง. สคาถ. ข้อ ๔๐๕  พระเจ้าปเสนทิโกศล  ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  บุคคลควรให้ทานในที่ไหน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  มหาบพิตร  ควรให้ทานในที่ที่จิตเลื่อมใส  คือจิตเลื่อมใสในที่ใด 
ในบุคคลใด  ควรให้ในที่นั้น  ในบุคคลนั้น

พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลถามต่อไปว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก
พระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ทานที่ให้แล้วแก่ท่านผู้มีศีล  มีผลมาก  ให้ในท่านผู้ไม่มีศีล 
หามีผลมากไม่

เพราะฉะนั้น  การให้ทานในที่ใด  จึงเป็นอย่างหนึ่ง  ที่นั้นมีผลมากหรือไม่ เป็นอีกอย่างหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้  หากบุคคลที่ท่านเลื่อมใสเป็นผู้มีศีลทานของท่านย่อมมีผลมาก  ยิ่งผู้มีศีลนั้นเป็นผู้
ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว  เป็นพระอรหันตขีณาสพแล้ว  ทานของท่านที่ถวายในท่านผู้มีศีลนั้น  ด้วยจิตผ่องใส
ยิ่งมีผลมาก

ถึงแม้พระผู้มีพระภาคเจ้า  จะทรงแสดงว่า  ควรให้ทานในผู้ที่ท่านเลื่อมใส  และมีศีลก็จริง
แต่พระองค์ก็มิได้ทรงสอนให้ละเลยบุคคลที่ท่านมิได้เลื่อมใส  ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน  ยาจก  วณิพก 
เป็นต้นเสีย  เพราะเห็นว่าได้ผลน้อย  ทั้งนี้เพราะขึ้นชื่อว่าบุญแล้วแม้เล็กน้อย ก็ไม่ควรประมาท  ปล่อย
ให้ผ่านไปโดยไม่สนใจ  ด้วยว่าน้ำที่หยดลงในตุ่มทีละหยด  ก็ยังเต็มตุ่มได้  ฉันใด  บุญที่ว่าเล็กน้อยนั้น 
เมื่อสะสมไว้บ่อยๆ  เนืองๆ  ก็เป็นบุญมากได้ฉันนั้น

พระพุทธองค์ตรัสว่า  การสาดน้ำล้างภาชนะลงไปในบ่อน้ำครำ  ด้วยเจตนาที่จะให้สัตว์
ที่อาศัยอยู่ในที่เหล่านั้นได้รับความสุข  ก็ยังมีอานิสงส์ไม่น้อย  จะป่วยกล่าวไปไยกับการให้ทาน
ในผู้มีศีล  หรือในบุคคลหมู่มากที่ประพฤติปฏิบัติตรง  ทั้งโดยเจาะจงและไม่เจาะจง

   ใน  ทักขิณาวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงจำแนกอานิสงส์
ของทานที่ให้โดยเจาะจงและไม่เจาะจงไว้ตามลำดับขั้น ถึง ๒๑ ประเภท  คือ

๑.  ให้ทานแก่ดิรัจฉาน  มีอานิสงส์ร้อยชาติ  คือ  ให้อายุ  วรรณะ  สุขะ  พละ  และปฏิภาณ 
ถึง  ๑๐๐  ชาติ
๒.  ให้ทานแก่ปุถุชนทุศีล  มีอานิสงส์พันชาติ
๓.  ให้ทานแก่ปุถุชนผู้มีศีล  มีอานิสงส์แสนชาติ
๔.  ให้ทานแก่ปุถุชนผู้ปราศจากความยินดีในกาม  นอกพุทธศาสนา  อย่างพวกนักบวชหรือฤาษี
ที่ได้ฌานเป็นต้น  แม้ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา  ก็ยังมีอานิสงส์ถึงแสนโกฏิชาติ

  สี่ประเภทนี้เป็นปาฏิปุคคลิกทาน  เป็นทานที่ให้โดยเจาะจง คือให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดย
เฉพาะ และมีผลจำกัด  ยังมีปาฏิปุคคลิกทานที่มีผลไม่จำกัด   คือให้ผลนับประมาณชาติไม่ได้  มากน้อย
ตามลำดับขึ้นอีก  ๑๐  ประเภท  ดังต่อไปนี้

๑.  ให้ทานแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง  โสดาปัตติผล
๒.  ให้ทานแก่พระโสดาบันบุคคล  คือผู้ที่บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
๓.  ให้ทานแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล
๔.  ให้ทานแก่พระสกทาคามีบุคคล
๕.  ให้ทานแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล
๖.  ให้ทานแก่พระอนาคามีบุคคล
๗.  ให้ทานแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล
๘.  ให้ทานแก่พระอรหันต์
๙.  ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
๑๐.  ให้ทานแก่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

รวมเป็นปาฏิปุคคลิกทาน  คือทานที่ให้โดยเจาะจง ๑๔ ประเภท  ใน  ๑๔  ประเภทนี้ 
ประเภทที่ ๑ มีผลน้อยที่สุด  ประเภทที่ ๑๔ มีผลมากที่สุด

ทานที่ให้โดยไม่เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่งที่เรียกว่า  สังฆทาน  มี ๗ อย่าง

๑.  ให้ทานในสงฆ์  ๒  ฝ่าย (คือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์)  มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
๒.  ให้ทานในสงฆ์  ๒  ฝ่าย  ในเมื่อพระตถาคตปรินิพพานไปแล้ว
๓.  ให้ทานในภิกษุสงฆ์
๔.  ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์
๕.  ให้ทานในบุคคลที่ขอมาจากสงฆ์ ๒ ฝ่าย  ด้วยคำว่าขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวน
เท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า
๖.  ให้ทานในบุคคลที่ขอมาจากภิกษุสงฆ์  ด้วยคำว่าขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็น
สงฆ์แก่ข้าพเจ้า
   ๗.  ให้ทานในบุคคลที่ขอมาจากภิกษุณีสงฆ์  ด้วยคำว่าขอได้โปรดจัดภิกษุณีสงฆ์จำนวนเท่า
นี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า

สังฆทานทั้ง ๗ อย่างนี้  ปัจจุบันเราทำได้เพียง ๒ อย่าง  คือให้ทานในภิกษุสงฆ์  และให้ทาน
ในบุคคลที่ขอมาจากภิกษุสงฆ์เท่านั้นเพราะพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว  ภิกษุณีสงฆ์ก็สูญวงศ์แล้ว

ขึ้นชื่อว่าสังฆทานย่อมมีผลมาก  มากจนประมาณไม่ได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ชาติ  แม้ในอนาคตกาล 
จักมีแต่  โคตรภูภิกษุ  มีผ้ากาสาวะพันที่คอ  หรือผูกข้อมือ  เป็นคนทุศีล  มีธรรมลามก  พระพุทธองค์ 
ก็ยังตรัสว่า  คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น  ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์
แม้ในเวลานั้นก็มีผลนับประมาณไม่ได้  ปาฏิปุคคลิกทานจะมีผลมากกว่าสังฆทาน คือทักษิณาที่ถึง
แล้วในสงฆ์แม้โคตรภูสงฆ์ หาเป็นไปได้ไม่

  แต่ว่าสังฆทาน  จะเป็นสังฆทานได้ก็ต่อเมื่อผู้ถวายมีความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์เท่านั้น 
วางใจในสงฆ์เสมอเหมือนกันหมด  ไม่ยินดีเมื่อได้พระหรือสามเณรที่ชอบใจ  หรือไม่ยินร้ายเมื่อได้พระหรือ
สามเณรที่ไม่ชอบใจ  หรือต้องการผู้แทนของสงฆ์ที่เป็นพระเถระ  แต่ได้พระนวกะหรือสามเณรก็เสียใจ  หรือ
ได้พระเถระผู้ใหญ่ก็ดีใจอย่างนี้  ทานของผู้นั้นก็ไม่เป็นสังฆทานเพราะขาดความเคารพในสงฆ์  หรือผู้แทนที่
สงฆ์ส่งไปในนามของสงฆ์  ด้วยเหตุนี้การถวายสังฆทานที่ถูกต้องจึงทำได้ไม่ง่ายนัก

ในทางพระวินัย  ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป  จึงเรียกว่า  สงฆ์แต่การถวายไทยธรรมแก่ภิกษุแม้รูปเดียว
ที่สงฆ์จัดให้เป็นองค์แทนของสงฆ์ ก็จัดเป็นสังฆทานเหมือนกัน  ดังมีเรื่องเล่าไว้ใน อรรถกถาปปัญจสูทนี
ภาค ๓ (หน้า ๗๑๗)  อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร  ว่า

กุฎุมพี  คือ  เศรษฐีคนหนึ่งเป็นเจ้าของวัดวัดหนึ่ง  ได้ไปขอภิกษุรูปหนึ่งมาจากสงฆ์  ด้วยคำว่า 
ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงให้ภิกษุรูปหนึ่งจากสงฆ์แก่ข้าพเจ้า  แม้เขาจะได้ภิกษุทุศีลรูปหนึ่งเขาก็ปฏิบัติต่อ
ภิกษุรูปนั้นด้วยความเคารพนอบน้อม  ตกแต่งเสนาสนะและเครื่องบูชาสักการะพร้อม  ล้างเท้าให้ภิกษุนั้น
เอาน้ำมันทาเท้าให้  แล้วถวายไทยธรรมด้วยความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์เหมือนกับบุคคลเคารพยำเกรงต่อ
พระพุทธเจ้า   ภิกษุรูปนั้นฉันภัตตาหารแล้วก็กลับวัด   หลังจากนั้นได้กลับมาขอยืมจอบที่บ้านของกุฎุมพีนั้น
อีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้กุฎุมพีเอาเท้าเขี่ยจอบให้  คนที่เห็นกิริยาของกุฎุมพีนั้นก็ถามว่า เมื่อเช้านี้ท่านถวายทาน
แก่ภิกษุรูปนี้ด้วยความเคารพนบนอบอย่างยิ่ง แต่บัดนี้แม้สักว่ากิริยาที่เคารพก็ไม่มี กุฎุมพีตอบว่า
เมื่อเช้านี้เราเคารพยำเกรงต่อสงฆ์  เราหาได้เคารพยำเกรงต่อภิกษุรูปนี้เป็นส่วนตัวไม่

การถวายทานในสงฆ์ที่เรียกว่าสังฆทานนั้น  คำว่า  สงฆ์  ท่านมุ่งเอา  พระอริยสงฆ์  คือ
พระโสดาปัตติมรรค  พระโสดาปัตติผล  พระสกทาคามิมรรค  พระสกทาคามิผล  พระอนาคามิมรรค  พระ
อนาคามิผล  พระอรหัตตมรรค  และพระอรหัตตผล  รวมเป็น  ๔  คู่  ๘  บุคคล  หาได้หมายเอาสมมุติสงฆ์ไม่ 
ทั้งนี้เพราะพระอริยสงฆ์นั้นเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุปฏิปันโน คือ ปฏิบัติดี  อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติ
ตรง  ญายปฏิปันโน ปฏิบัติแล้วเพื่อญายธรรม  สามีจิปฏิปันโน ปฏิบัติชอบ  ทั้งพระอริยสงฆ์เหล่านั้นยังเป็น 
อาหุเนยโย คือ  เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา  ปาหุเนยโย  เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาต้อนรับ 
ทักขิเณยโย เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมที่เขานำมาถวายด้วยศรัทธา  อัญชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกระทำ
อัญชลี  อนุตตรัง  ปุญญักเขตตัง  โลกัสสะ เป็นนาบุญอันเยี่ยมของโลก  ไม่มีนาบุญอื่นที่ยิ่งกว่า
ใน  ขุ. วิมานวัตถุ ทัททัลลวิมาน ข้อ ๓๔  กล่าวถึง อานิสงส์ของสังฆทานว่า มากกว่า ทานธรรมดา
ดังนี้

นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว  ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวว่า
ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี  ทั้งเป็นผู้เรืองยศ  ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี 
ดิฉันไม่เคยเห็นท่าน  เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้เป็นครั้งแรก  ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน  จึงมาเรียกดิฉันด้วย
ชื่อเดิมว่า  ภัททา  ดังนี้เล่า

นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า
ข้าแต่พี่ภัททา  ฉันชื่อว่าสุภัททา  ในภพก่อนครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่  ดิฉันได้เป็นน้องสาวของพี่ 
ทั้งได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่ด้วย   ดิฉันตายจากมนุษย์โลกนั้นมาแล้ว  ได้มาแล้วเกิดเป็นเทพ
ธิดาประจำสวรรค์  ชั้นนิมมานรดี

นางภัททาเทพธิดา  ถามต่อไปว่า
ดูก่อนแม่สุภัททา  ขอเธอได้บอกการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี  ซึ่งเป็นที่  ๆ 
สัตว์ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มากแล้วจึงได้มาบังเกิด  เธอได้มาเกิดในที่นี้  เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้  และใคร
เป็นครูแนะนำสั่งสอนเธอ  เธอเป็นผู้เรืองยศ  และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้  เพราะได้ให้ทานและ
รักษาศีลเช่นไรไว้  ดูก่อนแม่เทพธิดา  ฉันถามเธอแล้ว  นี่เป็นผลของกรรมอะไร  โปรดตอบฉันด้วย

นางสุภัททาเทพธิดา  ตอบว่า
เมื่อชาติก่อน  ดิฉันมีใจเลื่อมใส  ได้ถวายบิณฑบาต  ๘ ที่แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล  ๘ รูป 
ด้วยมือของตน  เพราะบุญกรรมนั้น  ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้  ฯลฯ  และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ  เพราะ
บุญกรรมนั้น

นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า
พี่เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย  ผู้สำรวมดี  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์  ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ 
ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ  ครั้นให้ทานมากกว่าเธอแล้ว  ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ  ส่วน
เธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย  อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เหล่าแน่ะแม่เทพธิดา  ฉันถาม
เธอแล้ว  นี่เป็นผลเป็นกรรมอะไร  โปรดตอบฉันด้วย

นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน  ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรมทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่  จึงได้นิมนต์ท่าน
รวม ๘  รูปด้วยกัน  มีพระเรวตเถระเป็นประธาน  ด้วยภัตตาหาร  ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิด
ประโยชน์  อนุเคราะห์แก่ดิฉัน  จึงบอกดิฉันว่าจงถวายสงฆ์เถิด  ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน  ทักขิณา
ของดิฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน  อันดิฉันให้เข้าไปตั้งไว้ในสงฆ์  เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่ามีอยู่
เท่าไร  ส่วนทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสนั้น  เป็นรายบุคคล  จึงมีผลไม่มาก

นางภัททาเทพธิดา  เมื่อจะรับรองความข้อนั้น  จึงกล่าวว่า
พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มีผลมาก  ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็น
ผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ  ปราศจากความตระหนี่ถวายสังฆทาน  และไม่ประมาทเป็นนิตย์

เมื่อสนทนากันแล้ว  นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพวิมานของตนบนสวรรค์ขั้นนิมมานรดี 
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนานั้น   จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า   เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร 
มาสนทนากับเธอ  มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมด

นางภัททาเทพธิดา  เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้น้องสาวว่ามีผลมาก     จึงทูลว่า
ขอเดชะ  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ  เทพธิดาผู้นั้นเมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย์โลก 
เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน  และยังได้เคยร่วมสามีเดียวกับหม่อมฉันด้วย  เธอสั่งสมบุญกุศล คือ 
ถวายสังฆทาน  จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้เพคะ

สมเด็จอมรินทราธิราช  เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทานจึงตรัสว่า
ดูก่อนนางภัททา  น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่าเธอ  ก็เพราะเหตุในปางก่อน  คือ  การถวาย
สังฆทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า  ครั้งประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ
ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่ผลมากของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มุ่งบุญ ให้ทานอยู่หรือทำ
บุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย  จะถวายในบุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก

พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า  ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค  ๔
จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้  ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง
ดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล  เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้  หรือทำบุญปรารภ
การเวียนเกิดเวียนตาย  ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก  พระสงฆ์นี้เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ 
ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ๆ ได้  เหมือนทะเลยาก
ที่คาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ฉะนั้น

พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นพระผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรเป็นเยี่ยม
ในหมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง  คือญาณของชาวโลก  ได้แก่  นำเอาแสงสว่าง  คือ  พระสัทธรรมที่
พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง  ปวงชนผู้ใคร่ต่อบุญเหล่าใด  ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์
ทักขิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็น
บูชากรรมที่บูชาแล้วชอบเพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน  มีผลมาก อันพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า
ทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ

ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก  มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้  เกิดปีติโสมนัส  ก็จะกำจัดมลทิน 
คือความตระหนี่ทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ความลังเลในใจ  และความวิปลาสอันเป็นมูลฐานเสียได้  ทั้งจะไม่
เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน  ชนเหล่านั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ที่เป็นแดนสวรรค์

จากวิมานวัตถุเรื่องนี้   แสดงชัดว่า  สังฆทาน ที่ถวายเจาะจงแด่พระอริยสงฆ์นั้น  มีผลมาก มี
อานิสงส์มากจริง
ทั้งนี้  เพราะเหตุที่พระอริยสงฆ์ท่านประกอบด้วย  พระคุณ  ๙  ประการดังกล่าวมาแล้ว  ทาน
ที่ถวายในท่านเหล่านี้จึงมีผลมาก  ถ้ายังเกิดอยู่ตราบใดสังฆทานนี้ก็ให้ผลไปเกิดในที่ดีมีความสุขนับชาติ
ไม่ได้ทีเดียว  ยิ่งกว่านั้น  พระอริยสงฆ์ท่านยังอาจแสดงธรรมที่ท่านได้เห็นแล้วบรรลุแล้วให้ผู้ถวายได้เห็น
ตามบรรลุตามเป็นผู้บริสุทธิ์  หมดจดจากกิเลสเช่นเดียวกับท่านได้อีกด้วย  การหมดจดจากกิเลสนี้เป็น
อานิสงส์สูงที่สุดสำหรับบุคคลที่ถวายในสงฆ์  ด้วยเหตุนี้  ทานที่ถวายในสงฆ์หรือสังฆทานจึงมีผลมากและ
อานิสงส์มากอย่างนี้

ก็พระคุณ ๙ ประการ  ของพระอริยสงฆ์นั้น ๔ ประการแรก เป็นพระคุณเฉพาะส่วนตัวของท่าน 
๕ ประการหลัง มีอาหุเนยโยเป็นต้น  เป็นพระคุณที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น  โดยเฉพาะผู้ที่ถวายทาน
แก่ท่าน  คือให้ได้รับผลมาก  แม้อุทิศให้แก่เปรต  เปรตทราบแล้วอนุโมทนาชื่นชมยินดี  ก็ยังพ้นสภาพเปรต 
เป็นเทวดาได้

ขอนำเรื่องของ   เศรษฐีเท้าแมว  ใน ธรรมบทภาค ๕  มาเล่าประกอบไว้ด้วย  เรื่องนี้เกิดขึ้น
ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่

อุบาสกผู้หนึ่ง  ไปฟังธรรมที่วัดเชตวัน  ในกรุงสาวัตถีได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  "บุคคล
บางคนให้ทานด้วยตนเอง  แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น  เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป  เขาย่อมได้รับโภค
สมบัติ  แต่ไม่ได้รับบริวารสมบัติในที่ๆ  เขาไปเกิด

ส่วนบางคนตนเองไม่ให้ทาน  แต่เที่ยวชักชวนคนอื่นให้ให้ทาน  เพราะฉะนั้นเมื่อเขา
ตายไป  เขาก็ย่อมได้รับแต่บริวารสมบัติ  แต่ไม่ได้รับโภคสมบัติในที่ๆ  เขาไปเกิด

ส่วนบางคนตนเองก็ไม่ให้ทาน  ทั้งไม่ชักชวนคนอื่นให้ให้ทานด้วย  เพราะฉะนั้นเมื่อเขา
ตายไป  เขาก็ย่อมไม่ได้รับทั้งโภคสมบัติ  และบริวารสมบัติในที่ๆ  เขาไปเกิด

ส่วนบางคนตนเองก็ไห้ทาน  ทั้งยังชักชวนคนอื่นให้ให้ทานด้วย  เพราะฉะนั้นเมื่อเขา
ตายไป  เขาก็ได้รับทั้งโภคสมบัติ  และบริวารสมบัติในที่ๆ  เขาไปเกิด"

อุบาสกผู้นี้เป็นบัณฑิต  ได้ฟังดังนั้นก็คิดจะทำบุญให้ได้รับผลครบทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ 
เขาจึงเข้าไปกราบทูลขอถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น  พระพุทธเจ้า
ก็ทรงรับคำอาราธนานั้น  อุบาสกนั้นจึงได้เที่ยวป่าวร้องไปตามชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย  ชักชวนให้บริจาค
ข้าวสารและของต่างๆ  เพื่อนำมาประกอบอาหารถวายก็ได้รับสิ่งของต่างๆ  มากบ้างน้อยบ้างตามศรัทธาและ
ฐานะของผู้บริจาค  อุบาสกคนนั้นเที่ยวป่าวร้องไปอย่างนี้  จนมาถึงร้านค้าของท่านเศรษฐีผู้หนึ่ง  ท่านเศรษฐี
เกิดไม่ชอบในที่เห็นอุบาสกนั้นเที่ยวป่าวร้องไปอย่างนั้น  ท่านคิดว่า  "อุบาสกคนนี้เมื่อไม่สามารถถวาย
อาหารแก่พระพุทธเจ้า   และพระสงฆ์สาวกทั้งวัดเชตวันได้   ก็ควรจะถวายตามกำลังของตน 
ไม่ควรจะเที่ยวชักชวนคนอื่นเขาทั่วไปอย่างนี้"

เพราะเหตุที่คิดอย่างนี้  แม้ท่านจะร่วมทำบุญกับอุบาสกนั้นด้วย  แต่ท่านก็ทำด้วยความไม่เต็มใจ 
ได้หยิบของให้เพียงอย่างละนิดละหน่อย  คือใช้นิ้ว  ๓  นิ้วหยิบของนั้น  จะหยิบได้สักเท่าไร  เวลาให้น้ำผึ้ง 
น้ำอ้อย  ก็ให้เพียงไม่กี่หยด  เพราะเหตุที่ท่านมือเบามาก  หยิบของให้ทานเพียงนิดหน่อย  คนทั้งหลายก็เลย
ตั้งชื่อท่านว่า  เศรษฐีเท้าแมว  เป็นการเปรียบเทียบความมือเบาของท่านกับความเบาของเท้าแมว

อุบาสกนั้นเป็นคนฉลาด  เมื่อรับของจากท่านเศรษฐีจึงได้แยกไว้ต่างหาก ไม่ได้รวมกับของที่ตนรับ
มาจากผู้อื่นเศรษฐีก็คิดว่า  "อุบาสกนี้คงจะเอาเราไปเที่ยวประจานเป็นแน่"  เมื่อคิดอย่างนี้  จึงใช้ให้คน
ใช้ติดตามไปดู  คนรับใช้ได้เห็นว่าอุบาสกนั้นนำเอาของของเศรษฐีไปแบ่งใส่ลงในหม้อที่ใช้หุงต้มอาหารนั้นหม้อ
ละนิด  อย่างข้าวสารก็ใส่หม้อละเมล็ดสองเมล็ดเพื่อให้ทั่วถึง  พร้อมกับกล่าวให้พรท่านเศรษฐีด้วยว่า "ขอให้ทาน
ของท่านเศรษฐีจงมีผลมาก"  คนรับใช้ก็นำความมาบอกนาย  ท่านเศรษฐีก็คิดอีกว่า  "วันนี้เขายังไม่
ประจานเราพรุ่งนี้เวลานำเอาอาหารไปถวายพระที่วัดเชตวัน  เขาคงจะประจานเรา  ถ้าเขาประจานเรา 
เราจะฆ่าเสีย"  ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นท่านจึงเหน็บกริชซ่อนไว้แล้วไปที่วัดเชตวัน  ในเวลาที่อุบาสกและชาวเมือง
ช่วยกันอังคาสเลี้ยงดูพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์  เมื่อช่วยกันถวายภัตตาหารแล้ว  อุบาสกผู้นั้นได้กราบ
ทูลพระพุทธเจ้าว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ได้เที่ยวชักชวนมหาชนให้ถวายทานนี้ขอให้
คนทั้งหลายผู้ที่ข้าพระองค์ชักชวนแล้ว  บริจาคแล้ว  ทั้งผู้บริจาคของมาก  ทั้งผู้บริจาคของน้อย 
จงได้รับผลมากทุกคนเถิด" ท่านเศรษฐีได้ยินแล้วก็ไม่สบายใจ กลัวอุบาสกจะประกาศว่า ท่านให้ของเพียง
หยิบมือเดียว  คิดอีกว่า  "ถ้าอุบาสกเอ่ยชื่อเรา  เราจะแทงให้ตาย"  แต่อุบาสกนั้นกลับกราบทูลว่า  "แม้ผู้ที่
บริจาคของเพียงหยิบมือเดียว  ทานของผู้นั้นก็จงมีผลมากเถิด"

ท่านเศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็ได้สติ  คิดเสียใจว่า  "เราได้คิดร้ายล่วงเกิดต่ออุบาสกนี้อยู่ตลอดเวลา 
แต่อุบาสกนี้เป็นคนดีเหลือเกิน  ถ้าเราไม่ขอโทษเขา  เราก็เห็นจะได้รับกรรมหนัก"  คิดดังนี้แล้ว  จึงเข้า
ไปหมอบแทบเท้าของอุบาสกนั้น  เล่าเรื่องให้ฟังพร้อมทั้งขอให้ยกโทษให้  พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็น
กริยาอาการของท่านเศรษฐีอย่างนี้ก็ตรัสถามขึ้น  เมื่อทรงทราบแล้วจึงได้ตรัสว่า  "ขึ้นชื่อว่าบุญแล้ว  ใครๆ
ไม่ควรดูหมิ่นว่าบุญนี้เล็กน้อย  ทานที่บุคคลถวายแล้วแก่ภิกษุสงฆ์  อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเช่นนี้  ไม่
ควรดูหมิ่นว่าบุญนี้เล็กน้อย  คนที่ฉลาดทำบุญอยู่  ย่อมเต็มด้วยบุญ  เหมือนหม้อน้ำที่เปิดปากไว้  ย่อมเต็ม
ด้วยน้ำฉันนั้น"  ในตอนท้าย พระพุทธองค์ตรัสพระคาถาว่า  "บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญเล็กน้อยว่าจะไม่
มาถึง  แม้หม้อน้ำก็ยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาฉันใด  ผู้ฉลาดเมื่อสะสมบุญแม้ทีละน้อยทีละ
น้อย  ก็ย่อมเต็มด้วยบุญฉะนั้น"

ท่านเศรษฐีได้ฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล  พระธรรมเทศนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่งอย่างนี้  ถ้าเราหมั่นฟังอยู่เสมอและฟังด้วยความตั้งใจ 
ก็ย่อมได้ปัญญา  ดังเศรษฐีท่านนี้เป็นตัวอย่าง

จากเรื่องของท่านเศรษฐีผู้นี้  ทำให้ทราบว่าการให้ทานนั้น  เป็นเหตุให้ได้รับโภคสมบัติ  การชัก
ชวนผู้อื่นให้ทานนั้นเป็นเหตุให้ได้รับบริวารสมบัติ  ในที่ๆ  ตนไปเกิด

เพราะฉะนั้น  เมื่อใครเขาทำบุญ  หรือใครเขาชักชวนใครๆ  ทำบุญ  ก็อย่างได้ขัดขวางห้ามปราม
เขาเพราะการกระทำเช่นนี้เป็นบาป  เป็นการทำลายประโยชน์ของบุคคลทั้ง ๓ ฝ่าย  คือตนเองเกิดอกุศลจิต
ก่อน ๑  ทำลายลาภของผู้รับ ๑  ทำลายบุญของผู้ให้ ๑

และจากเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นชัดว่า  สังฆทานนั้นมีผลมาก  และมีอานิสงส์มาก  การที่กิเลสคือความ
ตระหนี่ได้ถูกขัดเกลาออกไป  ทำให้จิตใจที่หนาอยู่ด้วยกิเลสเบาบางลงไปได้ชั่วขณะนี้แหละ  คืออานิสงส์ที่แท้
จริงของบุญ  ยิ่งกิเลสถูกขัดเกลาไปได้มากเท่าไร  ทานของผู้นั้นก็มีอานิสงส์มากเท่านั้น

เสื้อผ้าที่สกปรกเปรอะเปื้อนต้องการสบู่หรือผงซักฟอกเข้าไปช่วยชำระล้างให้สะอาดฉันใด 
จิตใจที่เปรอะเปื้อนด้วยกิเลสก็ต้องการบุญ  มีทานเป็นต้น  เข้าไปช่วยชำระล้างขัดเกลาให้สะอาดหมด
จดฉันนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา  คือทานไว้  ๔  อย่าง  คือ

๑.  ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายกคือผู้ให้  แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคคาหกคือผู้รับ 
กล่าวคือผู้ให้เป็นผู้มีศีลงาม  มีธรรมงาม  ได้ของมาโดยชอบธรรม  เป็นผู้เชื่อกรรมและผลของกรรม  แต่
ผู้รับเป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก

๒.  ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคคาหก  แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก  กล่าวคือผู้รับ
เป็นผู้มีศีลงาม  มีธรรมงาม  แต่ผู้ให้เป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก  ได้ของมาโดยไม่ชอบธรรม  เป็นผู้ไม่เชื่อ
กรรมและผลของกรรม

๓.  ทักษิณาบางอย่าง  ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและปฏิคคาหก  คือทั้งผู้ให้และผู้รับ
เป็นผู้ทุศีล  มีธรรมลามก

๔.  ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและปฏิคคาหก  คือทั้งผู้ให้และผู้รับเป็นผู้มี
ศีลงาม  มีธรรมงามทานที่บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายอย่างนี้ย่อมมีผลไพบูลย์

อนึ่ง  พระบรมศาสดาตรัสว่า ถ้าทายกคือผู้ให้เป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม ได้ของมา
โดยชอบธรรม  มีศรัทธาเชื่อกรรมและผลของกรรม  และปฏิคคาหกคือผู้รับ  เป็นผู้มีศีลงาม 
มีธรรมงาม  ปราศจากราคะแล้วทานของผู้นั้นเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย

อนึ่งใน  ทานานิสังสสูตร  อัง. ปัญจก. ข้อ ๓๕  พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของทาน
ไว้ ๕ อย่างคือ

๑.  ผู้ให้ทาน  ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนหมู่มาก
๒.  สัปบุรุษ  ผู้สงบ  มีพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และสาวกของพระพุทธเจ้า 
ย่อมคบหาผู้ให้ทาน
๓.  กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทาน  ย่อมขจรขจายไปทั่ว
๔.  ผู้ให้ทาน  ย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์  คือมีศีล  ๕  ไม่ขาด
๕.  ผู้ให้ทาน  เมื่อตายไปแล้ว  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

แล้วทรงสรุปเป็นคาถาว่า
ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก  ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ (คือ  มหาบุรุษ
หรือพระโพธิสัตว์)  สัปบุรุษผู้สงบ  ผู้สำรวมอินทรีย์  ประพฤติพรหมจรรย์  ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ 
สัปบุรุษเหล่านั้น  ย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์แก่เขา  เขาได้ทราบชัดแล้ว  ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ 
ปรินิพพานในโลกนี้

ควรอย่างยิ่งที่เราจะสะสมบุญ  มีทานเป็นต้น  ให้งอกงามเพิ่มพูนขึ้นในจิตใจของเรา  เพราะว่า
เมื่อไรที่จิตใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยบุญ  เมื่อนั้นกิเลสจะไม่มีหลงเหลืออยู่ในจิตใจของเราเลย

ใน  ทานสูตร  อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อ ๔๙  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้
ทานที่ให้แล้ว  มีผลมาก  แต่ไม่มีอานิสงส์มาก  และเหตุปัจจัยที่ทำให้ทานที่ให้แล้วมีผลมาก  และมีอานิสงส์
มาก  ไว้ดังต่อไปนี้

๑.  บุคคลบางคน  ให้ทานด้วยความหวังว่า เมื่อตายไปแล้ว จักได้เสวยผลของทานนี้ 
เมื่อตายไป  ได้เกิดในเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา  สิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความเป็นใหญ่ในเทวโลก
แล้ว  ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้  คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก  ทานอย่างนี้มีผลมาก  แต่ไม่มีอานิสงส์มาก

๒.   บุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน  เพราะหวังผลของทาน  แต่ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี 
เป็นบุญ  เป็นกุศล   จึงให้เมื่อตายไป  ได้เกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์  สิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความ
เป็นใหญ่ในเทวโลกแล้ว  ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้  คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก  ทานอย่างนี้มีผลมากแต่
ไม่มีอานิสงส์มาก

๓.   บุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน  เพราะหวังผลของทาน  ไม่ได้ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี 
แต่ให้ทานเพราะละอายใจที่  พ่อ  แม่  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  บรรพบุรุษเคยทำมา ถ้าไม่ทำก็ไม่สมควร 
ครั้นตายลงได้เกิดในเทวโลกชั้นยามา  สิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความเป็นใหญ่ในเทวโลกแล้ว  ก็
กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้  คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก  ทานอย่างนี้มีผลมาก  แต่ไม่มีอานิสงส์มาก

๔.   บุคคลบางคน  ไม่ได้ให้ทานเพราะหวังผลของทาน  ไม่ได้ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี 
ไม่ได้ให้ทานตามบรรพบุรุษ  แต่ให้ทานเพราะเห็นสมณพราหมณ์เหล่านั้นหุงหากินไม่ได้  เราหุงหา
กินได้  ถ้าไม่ให้ก็ไม่สมควร  ครั้นตายลงได้เกิดในเทวโลกชั้นดุสิต  สิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความ
เป็นใหญ่ในเทวโลกแล้ว  ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้  คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก  ทานอย่างนี้มีผลมาก 
แต่ไม่มีอานิสงส์มาก

๕.   บุคคลบางคน  ไม่ได้ให้ทานเพราะหวังผลของทาน  ไม่ได้ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี 
ไม่ได้ให้ทานตามบรรพบุรุษ  ไม่ได้ให้ทานเพราะเห็นว่า  สมณพราหมณ์หุงหากินไม่ได้  แต่ให้ทานเพราะ
ต้องการจำแนกแจกทานเหมือนกับฤาษีทั้งหลายในปางก่อนได้กระทำมหาทานมาแล้ว  เขาตาย
ไปได้เกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดี  สิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความเป็นใหญ่แล้ว ก็กลับมาสู่ความ
เป็นอย่างนี้  คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก  ทานอย่างนี้มีผลมาก  แต่ไม่มีอานิสงส์มาก

๖.   บุคคลบางคน  ไม่ได้ให้ทานเพราะหวังผลของทาน  ไม่ได้ให้ทานเพราะว่าทานเป็นของดี 
ไม่ได้ให้ทานตามบรรพบุรุษ  ไม่ได้ให้ทานเพราะเห็นว่าสมณพราหมณ์หุงหากินไม่ได้  ไม่ได้ให้ทานเพราะ
ต้องการจำแนกแจกทานเหมือนฤาษีทั้งหลายในปางก่อนได้กระทำมหาทาน  แต่ให้ทานเพราะคิดว่า 
เมื่อให้แล้ว  จิตจะเลื่อมใสโสมนัสจึงให้  ครั้นตายไปย่อมเกิดในเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตดี  สิ้นกรรม 
สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความเป็นใหญ่แล้ว  ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้  คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก  ทาน
อย่างนี้มีผลมาก  แต่ไม่มีอานิสงส์มาก

๗.   บุคคลบางคนในโลกนี้  ไม่ได้ให้ทานเพราะเหตุที่กล่าวแล้วทั้ง  ๖  อย่างข้างต้นนั้น  แต่ให้
ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต  คือให้ทานนั้นเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจหมดจดจากกิเลสด้วยอำนาจของ
สมถะและวิปัสสนา  จนได้ฌานและบรรลุ จนได้ฌานและบรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล  ตายแล้วได้ไปเกิดใน
พรหมโลก  เขาสิ้นกรรม  สิ้นฤทธิ์  สิ้นยศ  หมดความเป็นใหญ่ในพรหมโลกแล้ว  เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิด
ในโลกนี้อีก  คือปรินิพพานในพรหมโลกนั้นเอง  ทานชนิดนี้เป็นทานที่มีผลมาก  และมีอานิสงส์มาก

สรุปรวมความว่า  ทานชนิดใดก็ตาม เป็นปัจจัยให้ต้องเกิดอีก  ทานชนิดนั้นแม้มีผลมาก ได้เกิด
ที่ดีมีความสุขอันเป็นทิพย์  แต่ทานนั้นก็ไม่มีอานิสงส์มาก  เพราะไม่สามารถจะทำให้หมดจดจากกิเลสได้

ส่วนทานชนิดใดเป็นปัจจัยให้ไม่ต้องเกิดอีก  ทานชนิดนั้นชื่อว่ามีผลมากด้วย  มีอานิสงส์
มากด้วย  เพราะทำให้หมดจดจากกิเลส

ฉะนั้นคำว่า  "อานิสงส์มาก"  ในที่นี้  จึงหมายถึงการหมดจดจากกิเลสทั้งปวง  ไม่ต้องเกิดอีก

จริงอยู่  การเกิดในสวรรค์แต่ละชั้นนั้น  มีความสุขมาก  เพราะได้รับกามคุณอันเลอเลิศที่เป็น
ทิพย์  ละเอียดประณีตขึ้นไปตามลำดับชั้น  แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า  กามคุณนั้นเป็นของเลว  เป็น
ของชาวบ้าน  เป็นของชวนให้หลงใหล  เป็นของมีสุขน้อย  แต่มีโทษมาก  เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์ทรง
แสดงธรรม  คือ  อนุปุพพิกถา  แก่คฤหัสถ์  จึงได้ทรงแสดงโทษของกามไว้ด้วย  ผู้ที่ยินดีหลงไหลเพลิด
เพลินในกาม  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  อันน่าใคร่  น่าพอใจ  ย่อมไม่อาจล่วงทุกข์ไปได้  ผู้ที่จะล่วง
ทุกข์ได้ก็เพราะเห็นโทษของกาม  ก้าวออกจากกามด้วยสมถะและวิปัสสนาเท่านั้น

ด้วยเหตุนั้น  ทานที่เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต  ขัดเกลาจิตให้อ่อน  ให้ควรแก่การเจริญสมถะและ
วิปัสสนาจนบรรลุมรรคผลไม่ต้องกลับมาเกิดอีก  จึงเป็นทานที่มีผลมาก  และมีอานิสงส์มากแม้สังฆทานที่
กล่าวว่ามีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  ก็เพราะผู้ถวายมีโอกาสได้ฟังธรรมจากสงฆ์แล้วบรรลุอริยสัจธรรม  ก้าว
ล่วงทุกข์ทั้งปวงไม่ต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่แก่สัตว์โลกแม้เมื่อทรงแสดงเรื่องทาน  ก็ทรงแสดงให้
พุทธบริษัทได้รับประโยชน์ครบทั้ง  ๓  ประการ  คือ  ประโยชน์ในโลกนี้  ประโยชน์ในโลกหน้า  และประ
โยชน์อย่างยิ่ง  คือ  มรรค  ผล  นิพพาน  ด้วยเหตุนี้  จึงควรทำใจให้เลื่อมใส  บำเพ็ญทานให้เกิดประโยชน์
ทั้ง  ๓  ประการ  จึงจะได้ชื่อว่า  ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์อย่างแท้จริง

ควรหรือไม่  ที่เราจะทำทานชนิดที่มีผลมาก  มีอานิสงส์มาก


 
ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ประณีต  ก้องสมุทร
ขอขอบคุณ
คุณนวชนก โพธิ์เจริญ
[ ผู้คัดลอก และตรวจทาน
 

   การบวงพลี มีที่มา   
 
 
[232] โภคอาทิยะ หรือ โภคาทิยะ 5
(ประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ หรือ เหตุผลที่อริยสาวกควรยึดถือ ในการที่จะมีหรือครอบครองโภคทรัพย์— uses of possessions; benefits one should get from wealth; reasons for earning and having wealth)

อริยสาวกแสวงหาโภคทรัพย์มาได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยทางสุจริตชอบธรรมแล้ว
1. เลี้ยงตัว มารดาบิดา บุตรภรรยา และคนในปกครองทั้งหลายให้เป็นสุข
    (to make oneself, one’s parents, children, wife, servants and workmen happy and live in comfort)
2. บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมกิจการงานให้เป็นสุข
    (to share this happiness and comfort with one’s friends)
3. ใช้ป้องกันภยันตราย
     (to make oneself secure against all misfortunes)
4. ทำพลี 5 อย่าง
    (to make the fivefold offering)
    ก. ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ
        (to relatives, by giving help to them)
    ข. อติถิพลี ต้อนรับแขก
        (to guests, by receiving them)
    ค. ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ
        (to the departed, by dedicating merit to them)
    ง. ราชพลี บำรุงราชการด้วยการเสียภาษีอากรเป็นต้น
        (to the king, i.e., to the government, by paying taxes and duties and so on)
    จ. เทวตาพลี ถวายเทวดา*  คือ สักการะบำรุงหรือทำบุญอุทิศสิ่งที่เคารพบูชา ตามความเชื่อถือ
        (to the deities, i.e., those beings who are worshipped according to one’s faith)

* ในจูฬนิทเทส ท่านอธิบายความหมายของ “เทวดา ไว้ว่า ได้แก่สิ่งที่นับถือเป็นทักขิไณย์ของตนๆ
(เย เยสํ ทกฺขิเณยฺยา, เต เตสํ เทวตา -- พวกไหนนับถือสิ่งใดเป็นทักขิไณย์ สิ่งนั้นก็เป็นเทวดาของพวกนั้น)
และแสดงตัวอย่างไว้ตามความเชื่อถือของคนสมัยพุทธกาล ประมวลได้เป็น 5 ประเภท คือ
1. นักบวช นักพรต (ascetics) เช่น อาชีวกเป็นเทวดาของสาวกอาชีวก นิครณถ์ ชฎิล ปริพาชก ดาบส ก็เป็นเทวดาของสาวกนิครนต์เป็นต้นเหล่านั้นตามลำดับ
2. สัตว์เลี้ยง (domestic animals) เช่น ช้างเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชาช้าง ม้า โค ไก่ กา เป็นต้น ก็เป็นเทวดาของพวกถือพรตบูชาสัตว์นั้นๆ ตามลำดับ
3. ธรรมชาติ (physical forces and elements) เช่น ไฟเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชาไฟ แก้ว มณี ทิศ พระจันทร์ พระอาทิตย์ เป็นเทวดาของผู้ถือพรตบูชาสิ่งนั้นๆ ตามลำดับ
4. เทพชั้นต่ำ (lower gods) เช่น นาคเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชานาค ครุฑ ยักษ์ คนธรรพ์ เป็นเทวดาของผู้ถือพรตบูชานาคเป็นต้นเหล่านั้นตามลำดับ (พระภูมิจัดเข้าในข้อนี้)
5. เทพชั้นสูง (high gods) เช่น พระพรหม เป็นเทวดาของพวกประพฤติพรตบูชาพระพรหม พระอินทร์ เป็นเทวดาของผู้ถือพรตบูชาพระอินทร์ เป็นต้น

สำหรับชนที่ยังมีความเชื่อถือในสิ่งเหล่านี้ พระพุทธศาสนาสอนเปลี่ยนแปลงเพียงให้เลิกเซ่นสรวงสังเวยเอาชีวิตบูชายัญ หันมาบูชายัญชนิดใหม่ คือ บริจาคทานและบำเพ็ญกุศลกรรมต่างๆ อุทิศไปให้แทน คือมุ่งที่วิธีการอันจะให้สำเร็จประโยชน์ก่อน ส่วนการเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือเป็นเรื่องของการแก้ไขทางสติปัญญา ซึ่งประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะนักบวชในประเภทที่ 1 แม้สาวกใดจะเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าก็ทรงแนะนำให้อุปถัมภ์บำรุงนักบวชนั้นต่อไปตามเดิม

ดู “Devata” ใน P.T.S. Dict., P.165 ด้วย

5. อุปถัมภ์บำรุงสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ
    (to support those monks and spiritual teachers who lead a pure and spiritual teachers who lead a pure and diligent life)

เมื่อใช้โภคทรัพย์ทำประโยชน์อย่างนี้แล้ว ถึงโภคะจะหมดสิ้นไป ก็สบายใจได้ว่าได้ใช้โภคะนั้นให้เป็นประโยชน์ถูกต้องตามเหตุผลแล้ว ถ้าโภคะเพิ่มขึ้นก็สบายใจเช่นเดียวกันเป็นอันไม่ต้องเดือดร้อนใจในทั้งสองกรณี.

 
แหล่งที่มา ==>  http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=232
 

 
มารแปลงเป็นพุทธะมีมาแต่พุทธกาล อย่าได้ประมาท
จงมีศรัทธาอย่าหวั่นไหวในพระรัตนตรัย 
 
 
08 - สูรอัมพัฏฐอุบาสก เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว

สูรอัมพัฏฐะ เกิดในตระกูลเศรษฐี บิดามารดามีศรัทธาเลื่อมใสนักบวชอัญเดียรถีย์ ตนเองเมื่อเจริญวัยขึ้นมาอยู่ในฆราวาสวิสัยก็มีใจศรัทธาเลื่อมใสให้การบำรุงอุปัฏฐากอัญเดียรถีย์ตามบิดามารดาด้วยเช่นกันความคิดมีเหตุผลในเวลาใกล้รุ่งสว่างของราตรีหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์โลกได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุแห่งอุปนิสัย
โสดาปัตติมรรคของสูรอัมพัฏฐะ ครั้นรุ่งสางแล้ว จึงทรงถือบาตรเสด็จไปประทับยืนที่ประตูบ้านของเขา  เมื่อเขาแลเห็นพระผู้มีพระภาคแล้วคิดว่า “การที่พระสมณโคดมผู้เสด็จอุบัติในตระกูลกษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่แล้วเสด็จออกบรรพชา โดยมิได้มีความห่วงอาลัยในราชสมบัติ ทรงบำเพ็ญเพียรจนได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูเจ้า เที่ยวสั่งสอนมหาชนให้บรรลุมรรคผลตามอำนาจวาสนาบารมี เป็นที่รู้จักเคารพนับถือของชาวโลกทั้งหลาย พระองค์เสด็จมาถึงประตูเรือนของเราแล้ว ถ้าเรานิ่งเฉยอยู่ก็จะเป็นการไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง” เมื่อคิดดังนี้แล้วก็รีบลุกขึ้นไปเข้าไปกราบแทบพระยุคลบาท รับบาตรจากพระหัตถ์ แล้วกราบทูลอาราธนาให้เสด็จเข้าไปประทับภายในเรือน แล้วถวายภัตตาหารอันประณีตแด่พระพุทธองค์ ครั้นเสด็จภัตกิจแล้วพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาตามอนุรูปแก่อุปนิสัยจริยาของเขา เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้วเขาก็ได้บรรลุโสดาปัตตผลดำรงอยู่ในอริยภูมิในพระพุทธศาสนา ส่วนพระบรมศาสดาก็เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร

มารแปลงร่างเป็นพุทธเจ้า
ขณะนั้น มารตนหนึ่งคิดว่า “สูรอัมพัฏฐะนี้เป็นสมบัติของเรา แต่วันนี้พระสมณโคดมเสด็จมาทำให้เขาดำรงอยู่ในอริยภูมิเสียแล้วสมควรที่เราจะรู้ว่าเขาพ้นจากวิสัยของเราแล้วหรือยัง" จึงเนรมิตรูปร่างให้ละม้ายคล้ายกับพระทศพล พร้อมทั้งทรงบาตรและจีวรมีสีสันฐานดุจเดียวกัน แสดงท่าเสด็จพระราชดำเนินด้วยอากัปกิริยาของพระพุทธองค์ทรงด้วยพระลักษณะ ๓๒ ประการมาประทับยืนที่ประตูบ้านของสูรอัมพัฏฐะ

ฝ่ายสูรอัมพัฏฐะได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมาอีกก็คิดว่าธรรมดาการเสด็จไปในที่ไหนๆ แบบไม่แน่นอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นไม่มีเลย เหตุไฉนหนอ พระพุทธองค์เพิ่งจะเสด็จกลับไปได้ไม่นาน จึงเสด็จกลับมาประทับยืนดังเดิมอีก” เมื่อคิดดังนี้แล้ว ก็รีบออกไปถวายการต้อนรับกราบถวายบังคมแล้วยืน ณ ที่อันสมควรแก่ตน พลางกราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงกระทำภัตกิจในเรื่องของข้าพระองค์แล้ว เพราะเหตุไรพระองค์จึงเสด็จมาอีกพระเจ้าข้า ?” มารในรูปของพระพุทธองค์กล่าวว่า “ดูก่อนสุรอัมพัฏฐะ เรากล่าวธรรมแก่ท่านไม่ทันได้พิจารณาโดยได้กล่าวไปว่าปัญจขันธ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หมายถึงทุกอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด เพราะว่า
ขันธ์บางอย่างบางพวก ที่เป็นของเที่ยง มั่นคง ยั่งยืน ก็มีอยู่”


มารร้ายพ่ายพระ
สูรอัมพัฏฐะ ได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องหนักอย่างยิ่ง ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสคำที่เป็นสอง” จึงคิดต่อไปอีกว่า “ขึ้นชื่อว่ามารทั้งหลายย่อมเป็นข้าศึกต่อพระพุทธองค์ ท่านผู้นี้คงจะต้องเป็นมารแน่” จึงกล่าวถามไปตรงๆ ว่า “ท่านเป็นมารหรือ ?” ด้วยถ้อยคำของพระอริยสาวกกล่าวเพียงเท่านั้น ประหนึ่งว่าเอาขวานฟันลงบนศีรษะมารนั้นจนไม่สามารถจะดำรงภาวะของตนได้ จึงกล่าวรับว่า “ใช่แล้ว เราเป็นมาร” สูรอัมพัฏฐะ จึงชี้หน้าว่ากล่าวสำทับไปว่า “แม้มารตั้งร้อยตั้งพัน ก็ไม่สามารถทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหวได้ พระพุทธองค์เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เราก็ทรงแสดงปลุกเราให้ตื่นจากอวิชชาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดังนั้น ท่านจงอย่ามายืนใกล้ประตูเรือนของเรา จงออกไปในบัดนี้” มารได้ฟังคำของอุบาสกแล้ว ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ รีบถอยกรูด ๆ ออกไปโดยไม่พูดจา อันตรธานหายไปจากที่นั้นในทันที เย็นวันนั้น สูรอัมพัฏฐอุบาสก ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลเนื้อความให้ทราบโดยตลอดแล้ว พระพุทธองค์ทรงปรารภเหตุนั้นและได้ประกาศยกย่อง สถาปนาสูรอัมพัฏฐอุบาสก ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต คือ ผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว
 
แหล่งที่มา ==>  http://www.84000.org/one/3/08.html

 
 
     การให้ทานนี้มีผลมากนัก     

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

[๓๑] ครั้งนั้นแล สุมนาราชกุมารี ๑- แวดล้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน และราชกุมารี ๕๐๐ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สาวกของพระผู้มีพระภาค ๒ คน มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเท่าๆกัน คนหนึ่งเป็นผู้ให้ คนหนึ่งไม่ให้ คนทั้งสองนั้น เมื่อตายไปแล้ว พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรคแต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นพึงมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้เป็นเทวดาย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตยที่เป็นทิพย์ ดูกรสุมนา ผู้ที่ให้เป็นเทวดา ย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ
          
     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าเทวดาทั้งสองนั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์ แต่คนทั้งสองนั้นทั้งที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ ฯ
     พ. ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้เป็นมนุษย์ ย่อมข่มคนไม่ให้ได้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตยที่เป็นของมนุษย์ ดูกรสุมนา ผู้ให้เป็นมนุษย์ย่อมข่มคนผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ

     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวช แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นบรรพชิตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ
     พ. ดูกรสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ คนที่ให้เป็นบรรพชิต ย่อมข่มคนที่ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ เมื่อออกปากขอย่อม ๑. ราชธิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศลได้จีวรมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้บิณฑบาตมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้เสนาสนะมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้บริขารคือยาที่เป็นเครื่องบำบัดไข้มาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย และจะอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เหล่าใด เพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้น
ก็ประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก ไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย ย่อมนำสิ่งเป็นที่พอใจมาเป็นส่วนมาก
ย่อมนำสิ่งไม่เป็นที่พอใจมาเป็นส่วนน้อย ดูกรสุมนา ผู้ให้เป็นบรรพชิตย่อมข่มผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ ฯ

     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัตแต่คนทั้งสองนั้นทั้งที่ได้บรรลุอรหัตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ
     พ. ดูกรสุมนา เราไม่กล่าวว่ามีเหตุแตกต่างกันใดๆ ในวิมุตติ กับวิมุตติ ข้อนี้ ฯ

     สุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญไม่เคยมีข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้กำหนดได้ว่า ควรให้ทาน ควรทำบุญเพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต ฯ
     พ. อย่างนั้นสุมนา อย่างนั้นสุมนา ควรให้ทาน ควรทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
                    
     ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน เดินไปในอากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงในโลก ด้วยรัศมีฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธาก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวง ในโลกด้วยจาคะ ฯ เมฆที่ลอยไปตามอากาศ มีสายฟ้าปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอนและที่ลุ่มฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วย ทัสนะ เป็นบัณฑิตก็ฉันนั้น ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วย ฐานะ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และเปี่ยมด้วยโภคะ ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ในปรโลก ดังนี้ ฯ
 
แหล่งที่มา ==> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=696&Z=748

    รู้แล้วจะได้ไม่ประมาท   

อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

[๑๖๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร ใกล้เมืองปาวา ครั้งนั้นแล นายจุนทกัมมารบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับนายจุนทกัมมารบุตรว่า ดูกรจุนทะ ท่านชอบใจความสะอาดของใครหนอ นายจุนทกัมมารบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟลงน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดไว้ ข้าพระองค์ชอบใจความสะอาดของพราหมณ์พวกนั้น ฯ

     พ. ดูกรจุนทะ ก็พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัย สาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดไว้อย่างไรเล่า ฯ
     จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตรย่อมชักชวนสาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ท่านลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่พึงจับต้องแผ่นดิน ถ้าไม่จับต้องแผ่นดินพึงจับต้องโคมัยสด ถ้าไม่จับต้องโคมัยสด พึงจับต้องหญ้าเขียวสด ถ้าไม่จับต้องหญ้าเขียวสด พึงบำเรอไฟ ถ้าไม่บำเรอไฟ พึงประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ถ้าไม่ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ พึงลงน้ำ ๓ ครั้ง ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตรย่อมบัญญัติความสะอาดอย่างนี้แล ข้าพระองค์ชอบใจความสะอาดของพราหมณ์
พวกนั้น ฯ

     พ. ดูกรจุนทะ พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ ลงน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดโดยประการอื่นส่วนความสะอาดในวินัยของพระอริยะ ย่อมมีโดยประการอื่น ฯ
     จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความสะอาดในวินัยของพระอริยะย่อมมีอย่างไรเล่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาสความสะอาดในวินัยของพระอริยะมีอยู่ด้วยประการใด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยประการนั้นเถิด ฯ
            
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนทะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง ฯ
           
ดูกรจุนทะ ก็ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือชุ่มด้วยโลหิต ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต ๑ เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ คือ ถือเอาวัตถุอันเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ด้วยจิตเป็นขโมย ๑ เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ถึงความประพฤติล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดารักษา พี่ชายน้องชายรักษา พี่สาวน้องสาวรักษา ญาติรักษา ธรรมรักษา สตรีมีสามี ผู้มีอาชญาโดยรอบโดยที่สุดแม้สตรีผู้ที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย ๑  ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
            
ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปรกติพูดเท็จ คือ เขาอยู่ในสภา ในบริษัท ในท่ามกลางญาติ ในท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล ถูกผู้อื่นนำไปเป็นพยานซักถามว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใดจงพูดสิ่งนั้น ดังนี้ บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้กล่าวว่ารู้ หรือเมื่อรู้กล่าวว่าไม่รู้ เมื่อไม่เห็นกล่าวว่าเห็น หรือเมื่อเห็นกล่าวว่าไม่เห็น ดังนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งผู้อื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย ด้วยประการดังนี้ ๑ เป็นผู้พูดส่อเสียด คือ ฟังข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้เพื่อทำลายคนหมู่โน้น ยุยงคนทั้งหลายผู้สามัคคีกันให้แตกกันหรือส่งเสริมชนทั้งหลายผู้แตกกันแล้ว ชอบความแยกกัน ยินดีความแยกกัน เพลิดเพลินในความแยกกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้แยกกัน ๑ เป็นผู้พูดคำหยาบ คือ กล่าววาจาที่หยาบคายกล้าแข็ง ทำให้ผู้อื่นข้องใจ เดือดร้อนแก่ผู้อื่น ใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑ เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ คือ กล่าวไม่ถูกกาล กล่าวไม่จริง กล่าวไม่อิงอรรถ ไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัย กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่ควร ๑ ดูกรจุนทะความไม่สะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
            
ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้อยากได้ของผู้อื่น คือ อยากได้วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เป็นเครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่า ไฉนหนอ วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นพึงเป็นของเรา ดังนี้ ๑ เป็นผู้มีจิตปองร้าย คือ มีความดำริในใจอันชั่วร้ายว่า สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกทำลาย จงขาดสูญ จงพินาศ หรืออย่าได้เป็นแล้ว ดังนี้ ๑ เป็นผู้มีความเห็นผิด คือ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ผู้ปฏิบัติชอบผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ย่อมไม่มีในโลก ดังนี้ ๑ ดูกรจุนทะ ความไม่สะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
         
ดูกรจุนทะ อกุศลกรรมบถมี ๑๐ ประการนี้แล ดูกรจุนทะ บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เมื่อลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ถึงแม้จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้เป็นผู้ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะเป็นผู้ไม่ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเองถึงแม้จะลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะไม่ลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าอกุศลกรรมบถ๑๐ ประการนี้ เป็นความไม่สะอาดด้วย เป็นตัวกระทำไม่สะอาดด้วย ดูกรจุนทะ ก็เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ นรกจึงปรากฏกำเนิดดิรัจฉานจึงปรากฏ เปรตวิสัยจึงปรากฏ หรือว่าทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น จึงมี ฯ
            
ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง ฯ
           
ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ๑ ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ไม่ถือเอาวัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่าที่เจ้าของมิได้ให้ ด้วยจิตเป็นขโมย ๑ ละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ไม่ถึงความประพฤติล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดารักษาพี่ชายน้องชายรักษา พี่สาวน้องสาวรักษา ญาติรักษา ธรรมรักษา มีสามี มีอาชญาโดยรอบ โดยที่สุดแม้สตรีที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย ๑ ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
            
ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้ ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ อยู่ในสภาในบริษัท ในท่ามกลางญาติ ในท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล ถูกผู้อื่นนำไปเป็นพยานซักถามว่า มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใดจงพูดสิ่งนั้น บุรุษนั้นเมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หรือเมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น หรือเมื่อเห็นก็บอกว่าเห็น ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย ๑ ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำ ส่อเสียด ฟังข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อทำลายคนหมู่โน้น สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้างส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีคนผู้พร้อมเพรียงกันเพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าววาจาที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน ๑ ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมืองคนส่วนมากรักใคร่ พอใจ ๑ ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ  พูดอิงธรรม พูดอิงวินัยพูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร ๑ ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
          
ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างไรเล่า ดูกรจุนทะบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่อยากได้ของผู้อื่น คือ ไม่อยากได้วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่า ไฉนหนอ วัตถุที่เป็นเครื่องอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้ม แห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นพึงเป็นของเรา ดังนี้ ๑ ไม่มีจิตปองร้าย คือ ไม่มีความดำริในใจอันชั่วร้ายว่า สัตว์เหล่านี้จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความมุ่งร้ายกัน ไม่มีทุกข์ มีสุข รักษาตนเถิดดังนี้ ๑ มีความเห็นชอบ คือ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มีโลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปชอบ ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม มีอยู่ ดังนี้ ๑ ดูกรจุนทะ ความสะอาดทางใจมี ๓ อย่าง อย่างนี้แล ฯ
           
ดูกรจุนทะ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้แล ดูกรจุนทะ บุคคลผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ ลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ถึงแม้จับต้องแผ่นดินก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องโคมัยสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่จับต้องหญ้าอันเขียวสด ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเองถึงแม้บำเรอไฟ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่บำเรอไฟ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเองถึงแม้ไม่ประนมอัญชลี นอบน้อมพระอาทิตย์ ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ไม่ลงน้ำ ๓ ครั้งทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เป็นผู้สะอาดอยู่นั่นเอง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้เป็นความสะอาดด้วย เป็นตัวทำให้สะอาดด้วย ดูกรจุนทะ ก็เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เทวดาทั้งหลายย่อมปรากฏ มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏ หรือว่าสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่นจึงมี ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนั้นแล้ว นายจุนทะกัมมารบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
แหล่งที่มา ==> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=24&A=6275&Z=6419
 

     อุทิศผลบุญแก่เปรตด้วยบุญทาน    

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ - ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะ
[๘] [ถ้าว่าปราชญ์พึงหาความสุขอันไพบูลย์เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้ เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย]

เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตน ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง และใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำ ของเคี้ยว และของบริโภคเป็นอันมาก อันญาติทั้งหลายตั้งไว้แล้วญาติไรๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของ สัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย ชนเหล่าใดเป็นผู้อนุเคราะห์ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาดประณีตอันเป็นของ ควรโดยกาล ด้วยอุทิศเจตนาอย่างนี้ว่า ขอทานนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด และญาติผู้ละโลกนี้ไปแล้วเหล่านั้น มาประชุมพร้อมกัน แล้วในที่นั้น เมื่อมีข้าวและน้ำเป็นอันมากย่อมอนุโมทนา โดยเคารพว่า เราทั้งหลายได้สมบัติเช่นนี้ เพราะเหตุ แห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของพวกเราจงเป็นอยู่นานเถิด
บูชาอันทายกทั้งหลายทำแล้วแก่เราทั้งหลาย และ ทายกทั้งหลายก็หาไร้ผลไม่

ในเปรตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม ไม่มีพาณิชยกรรมเช่นนั้น ไม่มีการซื้อการขาย [การแลกเปลี่ยน] ด้วยเงิน ผู้ทำกาลกิริยาละไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปรตวิสัยนั้น ด้วยทานทั้งหลายที่ญาติให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ น้ำฝนตกลงในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ ที่ลุ่ม ฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้วแต่มนุษย์ในโลกนี้ย่อม สำเร็จแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้ว แต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน

บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้ทำแล้วในกาลก่อนว่า ผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจนี้ของเรา ผู้นี้เป็นญาติ เป็น มิตร เป็นเพื่อนของเรา ดังนี้ ก็ควรให้ทักษิณาทานเพื่อผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว การร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี ความร่ำไรรำพันอย่างอื่นก็ดี บุคคลไม่ควรทำเลย เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ญาติทั้งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น ก็ทักษิณาทานนี้แล อันท่านให้แล้วประดิษฐานไว้ดีแล้วในสงฆ์ย่อมสำเร็จโดยพลัน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้น ตลอดกาลนาน ญาติธรรมนี้นั้นท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว บูชาอันยิ่งท่านก็ได้ทำแล้วแก่ญาติทั้งหลายผู้ละไปแล้ว และท่าน ทั้งหลายได้เพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญไม่ใช่น้อย ท่านทั้งหลายได้ขวนขวายแล้วดังนี้แล ฯ

จบติโรกุฑฑกัณฑ์
นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ

[๙] บุรุษย่อมฝังขุมทรัพย์ไว้ในน้ำลึกด้วยคิดว่า เมื่อกิจที่เป็น ประโยชน์เกิดขึ้น ทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์แก่เรา เพื่อเปลื้องการประทุษร้ายจากพระราชาบ้าง ความบีบคั้นจากโจร บ้าง เพื่อเปลื้องหนี้สินบ้าง ทุพภิกขภัยบ้าง ในคราวเกิด อันตรายบ้าง ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้ในโลกเพื่อประโยชน์นี้แล ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้เป็นอย่างดี ในน้ำลึกเพียงนั้น ขุมทรัพย์ นั้นทั้งหมด ย่อมหาสำเร็จประโยชน์แก่เขาในกาลทั้งปวงที เดียวไม่ เพราะขุมทรัพย์เคลื่อนจากที่เสียบ้าง ความจำของเขาย่อมหลงลืมเสียบ้าง นาคทั้งหลายลักไปเสียบ้าง ยักษ์ ทั้งหลายลักไปเสียบ้าง ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขุดเอาไปเมื่อ เขาไม่เห็นบ้าง เมื่อใดเขาสิ้นบุญ เมื่อนั้นขุมทรัพย์ทั้งหมด นั้นย่อมพินาศไป ขุมทรัพย์คือบุญ เป็นขุมทรัพย์อันผู้ใด เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน ศีล ความสำรวม และความฝึกตน ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ในพี่ชายก็ดี ขุมทรัพย์ นั้นชื่อว่าอันผู้นั้นฝังไว้ดีแล้ว ใครๆ ไม่อาจผจญได้ เป็นของติดตามตนไป

บรรดาโภคะทั้งหลายเมื่อเขาจำต้องละไป เขาย่อมพาขุมทรัพย์คือบุญนั้นไป ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติด ตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึง ใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งผลใดๆ ผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดา และมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นผู้มีผิว พรรณงาม ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรง ดี ความเป็นผู้มีรูปสวย ความเป็นอธิบดี ความเป็นผู้มี บริวาร อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่ สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชา แห่งเทวดาในทิพกาย อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ มนุษย์สมบัติ ความยินดีในเทวโลก และนิพพานสมบัติ อิฐผลทั้งปวงนี้ เทวดาและมนุษย์ย่อม ได้ด้วยบุญนิธินี้ ความที่พระโยคาวจร ถ้าเมื่ออาศัยคุณ เครื่องถึงพร้อมคือมิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติอิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้ว ฯ



แหล่งที่มา ==>  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?item=8&book=25&bookZ&pagebreak=0&mode=%5B%5D

     ใครจะได้ ไม่ได้ส่วนบุญ    

ราชา สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า ภนฺเต นาคเสน
ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชา  อิเม  ทายกา อันว่าทายกทั้งหลายนี้  ย่อมให้ทานแล้วอธิษฐานจิตอุทิศส่วนกุศลว่า 
ด้วยเดชะที่ข้าพเจ้ากระทำการกุศลครั้งนี้  อิมํ  เตสํ  ปาปุณาตุ  
อันว่าผลกุศลนี้จงได้แก่บิดามารดาญาติกามิตรสหายบุตรภรรยาสามีของข้าพเจ้า  ที่ตายไปสู่ปรโลกนั้นเถิด  
นี่แหละพระผู้เป็นเจ้า ชนทั้งหลายที่ตายไปสู่ปรโลกนั้น  จะได้ผลกุศลที่ทายกอุทิศให้หรือประการใด
          
พระนาคเสนมีเถรวาจาวิสัชนาว่า มหาราช ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร บางจำพวกก็ได้ บางจำพวกก็ไม่ได้
    
พระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า  เป็นเหตุอะไรอย่างนั้น  พระผู้เป็นเจ้า
           
พระนาคเสนจึงวิสัชนาว่า มหาราช  ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร  ด้วยคน
ทั้งหลายที่ตายไปสู่ปรโลกนั้น  บางจำพวกไปเกิดในนรก  บางจำพวกไปเกิดในสวรรค์เสวยรมย์
ชมสมบัติทิพย์ ติรจฺฉานโยนิคตา  บางจำพวกไปเกิดในติรัจฉานกำเนิด  เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน
สัตว์ ๓ จำพวกนี้ ถึงทายกจะแผ่ส่วนบุญกุศลให้ก็ไม่ได้เลย  ประการหนึ่ง  เป็นอสุรกายก็ดี  
เป็นขุปปิปาสิกาเปรตอดข้าวอดน้ำก็ดี  เป็นนิชฌามตัณหิกเปรตเพลิงไหม้อยู่เป็นนิตย์ก็ดี ๓ จำพวกนี้
ถึงญาติจะแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้ จะได้อยู่แต่ปรทัตตูปชีวเปรตนั้นจำพวกเดียว ด้วยปรทัตตูปชีวีเปรตนั้น  
มีชีวิตอยู่ด้วยทายกอุทิศส่วนกุศลให้  ถ้าว่าบิดามารดาคณาญาติมิตรบุตรธิดาสามีตายไปสู่ปรโลกนั้น  
ตายไปเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต  แม้ทายกอุทิศส่วนบุญให้ก็ได้รับ  ถ้าไม่ได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวีตเปรตแล้ว 
ถึงทายกแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้  ขอถวายพระพร
             
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า ภนฺเต  นาคเสน  ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชา
ทานที่ทายกถวายแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาเป็นต้นที่ตายไปสู่ปรโลก  
ถ้าบิดามารดาเป็นต้นนั้น  มิได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวิเปรตก็ไม่ได้แล้ว ผลทานนั้นจะมิสูญเปล่าหรือ  
ถ้าว่าญาติบิดามารดาเป็นต้นเกิดเป็นอื่น  ผลทานนั้นก็สูญเปล่า  ไม่เป็นประโยชน์นะซิ  พระผู้เป็นเจ้า
             
พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า  มหาราช  ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร  ผลทานนั้นจะสูญเปล่าหามิได้  
ทายกผู้ให้ทานนั้นก็ได้ผลทานนั้น  ขอถวายพระพร
             
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า  ภนฺเต  นาคเสน
ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชา การเณน มํ สญฺญาเปหิ พระผู้เป็นเจ้าจงยังโยมให้รู้โดยอุปมาในกาลบัดนี้เกิด พระผู้เป็นเจ้า
             
พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า มหาราช  ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารเป็นประเสริฐ
ยังมีบุรุษผู้หนึ่งจะไปเยี่ยมญาติของอาตมา  ตบแต่งซึ่งสุรามังสะกับโภชนาหาร  ขนมของกินแล้ว
จึงนำเอาของเหล่านั้นไปฝากตระกูลญาติของอาตมา  ก็หาพบปะญาติไม่  เมื่อไม่พบญาติแล้ว
จะเอาของนั้นให้แก่ใครเล่า ของนั้นจะมิหายสูญเปล่าหรือบพิตร
             
สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า  น หิ ภนฺเต  ของนั้นจะสูญ
ไปหามิได้  ของนั้นก็อยู่กับเจ้าของนั้นแหละ  พระผู้เป็นเจ้า
             
พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า มหาราช ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร  ความ
ประการนี้เปรียบฉันใด  ทายกระทำทานอุทิศผลบุญไปให้แก่ญาติของตน  เมื่อญาติไม่เป็นปร-
ทัตตูปซีวิเปรตแล้ว  ผลทานนั้นจะสูญไปหามิได้  ผลทานนั้นไซร้ก็คงได้แก่ทายกผู้ให้  เอวเมว
อุปไมยเหมือนบุรุษชายหาของไปเยี่ยมญาตินั้น เมื่อไม่พบแล้ว ของนั้นก็กลับได้แก่บุรุษชายนั้น
             อีกประการหนึ่ง  ขอถวายพระพรมหาบพิตร  เหมือนหนึ่งบุรุษเข้าไปสู่ห้อง  เมื่อประตู
อื่นนอกจากประตูที่เข้าไม่มีแล้ว  บุรุษนั้นจะพึงออกทางไหน  ก็จะต้องออกทางประตูที่เข้าไปมิใช่
หรือ ยถา  ข้อนี้มีครุวนาฉันใด  ทายกที่ให้ทานอุทิศผลไปให้หมู่ญาติ  เมื่อหมู่ญาติคือมิได้ไปเกิด
เป็นปรทัตตูปชีวีเปรต  ผลแห่งทานนั้นก็ย่อมจะกลับมาถึงท่านผู้ให้  เอวํ  เอว  มีอุปไมยฉันนั้นแล
ขอถวายพระพร  บพิตรจงทรงทราบดังนี้
             สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีจึงมีพระราชโองการตรัสว่า สาธุ  ภนฺเต  ข้าแต่พระ
ผู้เป็นเจ้า  โยมนี้ไม่สงสัย  เข้าใจแล้ว ว่าผลทานทายกให้ญาติที่เป็นเปรต  ถ้าว่าไม่ได้ผลทาน
กลับได้แก่ทายกเจ้าของทานผู้อุทิศให้  สมฺปฏิจฺฉามิ โยมจะรับถ้อยคำของผู้เป็นเจ้าไว้ในกาล
บัดนี้เปตานัง อุททิสสผลปัญหา คำรบ ๘ จบเพียงนี้
แหล่งที่มา ==> http://84000.org/tipitaka/milin/?i=172

     เรื่องน่ารู้ในบุญทานที่พุทธศาสนิกชนควรทราบ   


รายละเอียดข้อควรรู้ สามารถติดตามอ่านในลิ้งค์ต่อไปนี้ ==>

http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/10/Y9820113/Y9820113.html

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต


๒. ปุญญสูตร
             [๒๐๐] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ที่ตนเสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปีแล้ว ไม่กลับมาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อกัปฉิบหายอยู่ เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระเมื่อกัปเจริญอยู่ เราย่อมเข้าถึงวิมานแห่งพรหมที่ว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าเราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใครครอบงำไม่ได้ เป็นผู้สามารถเห็นอดีต อนาคตและปัจจุบันโดยแท้ เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่ในวิมานพรหมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราได้เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ ๓๖ ครั้งได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระธรรมราชามีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะวิเศษแล้ว ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง จะกล่าวใยถึงความเป็นพระเจ้าประเทศราชเล่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรม ๓ ประการของเรา คือ ทาน ๑ ทมะ ๑ สัญญมะ ๑ ฯ
             พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า  กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน ๑ ความประพฤติสงบ ๑ เมตตาจิต ๑ บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการอันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ
             เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

 

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑
๙. ปุญญวิปากสูตร
               อรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙               
ปุญญวิปากสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คำว่า มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถ ความว่า พวกเธอเมื่อจะทำบุญ อย่าได้กลัวต่อบุญเหล่านั้นเลย.
ด้วยคำว่า เมตฺตจิตฺตํ ภาเวสี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราอบรมจิตทำให้ประณีตประกอบเมตตาอันประกอบด้วยฌานหมวด ๓ และหมวด ๔
คำว่า สํวฏฺฏมาเน สุทาหํ ตัดบทเป็น สํวฏฺฏมาเน สุทํ อหํ.
บทว่า สํวฏฺฏมาเน ความว่า เมื่อโลกอันไฟไหม้อยู่ คืออันไฟทำให้พินาศอยู่.
บทว่า ธมฺมิโก ได้แก่ ประกอบด้วยกุศลธรรม ๑๐ ประการ.
บทว่า ธมฺมราชา นี้เป็นไวพจน์ของบทว่า ธมฺมราชา นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นธรรมราชา เพราะทรงได้ราชสมบัติโดยธรรม.
บทว่า จาตุรนฺโต ได้แก่ มีความเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ชื่อว่าจาตุรันต์ ด้วยอำนาจมีมหาสมุทรทั้ง ๔ มีในทิศบูรพาเป็นต้น.
บทว่า วิชิตาวี แปลว่า ผู้ชนะสงคราม.
ชนบทในพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้น ถึงความมั่นคงถาวร เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ทรงมีชนบทถึงความมั่นคงถาวร.
บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า มีพระโอรสมากเกิน ๑,๐๐๐ พระองค์.
บทว่า สูรา ได้แก่ ผู้ไม่ขลาด
ในบทว่า วีรงฺครูปา มีรูปวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ องค์ของผู้แกล้วกล้า ชื่อว่าวีรังคะ วีรังคะ องค์ผู้กล้าหาญเป็นรูปของโอรสเหล่านั้น เหตุนั้น โอรสเหล่านั้นชื่อว่าวิรังครูปา ผู้มีองค์แห่งผู้กล้าหาญเป็นรูป. ท่านอธิบายไว้ว่า โอรสเหล่านั้นไม่เกียจคร้าน เหมือนผู้มีความเพียรเป็นปกติ มีความเพียรเป็นสภาวะ และมีความเพียรมาก. ท่านอธิบายว่า แม้จะรบทั้งวันก็ไม่เหน็ดเหนื่อย.
บทว่า สาครปริยนฺตํ ความว่า มีมหาสมุทรตั้งจดขุนเขาจักรวาฬเป็นขอบเขตล้อมรอบ.
บทว่า อทณฺเฑน ได้แก่ เว้นจากอาชญา คือการปรับสินไหมด้วยทรัพย์บ้าง ลงอาชญาทางตัวบทกฏหมาย โดยสั่งจำคุก ตัดมือเท้าและประหารชีวิตบ้าง
บทว่า อสตฺเถน ได้แก่ เว้นจากใช้ศัสตราเบียดเบียนผู้อื่นมีศัสตรามีคมข้างเดียวเป็นต้น.
บทว่า ธมฺเมน อภิวิชัย ความว่า ทรงชนะตลอดแผ่นดินมีประการดังกล่าวแล้ว โดยธรรมอย่างเดียว โดยนัยมีอาทิว่า ไม่พึงฆ่าปาณะ สัตว์. ที่พระราชาผู้เป็นข้าศึก ต้อนรับเสด็จอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์โปรดเสด็จมาเถิด.
บทว่า สุเขสินํ ความว่า ย่อมเรียกสัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข.
บทว่า สุญฺญพฺรหฺมูปโค ความว่า ผู้เข้าถึงวิมารพรหมอันว่างเปล่า.
บทว่า ปฐวี อิมํ ความว่า ซึ่งแผ่นดินใหญ่อันมีสาครล้อมรอบ.
บทว่า อสาหเสน แปลว่า ด้วยกรรมที่มิได้ยั้งคิด.
บทว่า สเมน สุเทสิตํ ความว่า พร่ำสอนด้วยกรรมอันสม่ำเสมอ.
บทว่า เตหิ เอตํ สุเทสิตํ ความว่า ฐานะนี้ คือมีประมาณเท่านี้อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายแสดงดีแล้ว ตรัสดีแล้ว.
บทว่า ปฐโพฺย แปลว่า เจ้าแผ่นดิน.

ปุญญาภิสันทสูตร
 
             [๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๑ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระธรรมเป็นสรณะนี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๒ ฯลฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๓ ฯลฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน อันบัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ทาน ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ ฯลฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๒ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๕ ฯลฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๓ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๖ ฯลฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ นี้ เป็นทานประการที่ ๔ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๗ ฯลฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็น ที่ตั้งแห่งความประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็น เชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย
อันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียดดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๘ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์ อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ

 

 

Powered by MakeWebEasy.com