แนะนำผู้ทรงอิทธิจิตในอดีต

Last updated: Dec 23, 2011  |  9813 จำนวนผู้เข้าชม  |  รอบรู้หมื่นฟ้า


    แนะนำผู้ทรงอิทธิจิตในอดีต    

ครูบาราศรี ตุ๊เจ้าเสือดาว



อภินิหารครูบาราศี ( ตุ๊เจ้าเสือดาว )
ถ้ำเชียงดาว เชียงใหม่
โดย...สะเทื้อน ศุภโสภณ


กิตติศัพท์ในเรื่องการปฏิบัติอันเด็ดเดี่ยวของครูบาราศี หรือ "ตุ๊เจ้าเสือดาว" นั้น เป็นที่รับรองกันโดยทั่วไป ทั้งในวงการบรรพชิตและคฤหัสถ์ในจังหวัดเชียงใหม่ พระราชสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ซึ่งเป็นพระอารามสำคัญยิ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ถึงกับกล่าวว่า "มีองค์เดียวในโลกที่สามารถปฏิบัติได้ถึงขนาดนี้" 

พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานประจำจังหวัดเชียงใหม่  เจ้าอาวาสวัดเมืองมางและวัดตะโปทาราม ก็กล่าวว่า "เป็นองค์แรกของโลกที่สามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนซึ่งธุดงควัตรทั้ง ๑๓ ประการ และบำเพ็ญบารมีได้สูงถึงขนาดนี้ โดยที่มิได้เป็นบ้า หรือวิกลวิการไปเสียก่อน

อีกตอนหนึ่ง พระครูพิพัฒน์ฯ ได้กล่าวว่า "องค์อื่นอาจจะมี แต่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้พบเห็น" 

อะไรเป็นเหตุให้พระเถระสำคัญในเชียงใหม่ ได้สดุดีสรรเสริญครูบาราศรีเช่นนี้?

ที่สำคัญก็เห็นจะได้แก่การที่ท่านสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนบริบูรณ์ซึ่งธุดงควัตร ๑๓ ประการ โดยไม่มีขาดตกบกพร่องเลย เป็นต้นว่า

ตลอดเวลาท่านครองผ้าไตรจีวรเพียงชุดเดียว ไม่ว่าหน้าร้อน หน้าหนาว หรือหน้าฝน ไม่เคยใช้ผ้าห่มหรือผ้าอื่นใดอีก และผ้าไตรจีวรนั้น ท่านจะใช้จนกว่าจะผุเปื่อยขาดไป จึงจะยอมเปลี่ยนใหม่ ใครเอาไปถวายท่านก็ไม่รับ

นอกจากไม่เคยใช้ผ้าห่มแล้ว มุ้งหมอนใด ๆ ท่านก็ไม่เคยใช้ ท่านนั่งอยู่แต่ในกรด ซึ่งกางอยู่ในถ้ำหรือในกุฏิตลอดเวลา เรือดยุงริ้นไรจะแห่กันไปราวีโจมตีท่านสักเท่าใด ท่านก็ทนอยู่ในสภาพอย่างนั้นได้ตลอดมา

ท่านไม่เคยนอนเช่นพระสงฆ์ธรรมดาเลย เป็นเวลานานติดต่อกันถึง ๑๑ ปีเต็ม ๆ แล้ว ยามจะหลับพักผ่อน ก็หลับในสมาธิ หลับในญาณ นั่งคอตั้งตรงตลอดเวลาแม้ในยามเจ็บไข้ ซึ่งบางครั้งก็หนักเอาการท่านก็ไม่ยอมนอน 

ตั้งแต่บวชมา ท่านไม่เคยไปเยี่ยมญาติโยมที่บ้านเลย อยู่แต่ในป่าขึ้นเขา-เข้าถ้ำเป็นประจำตลอดมา แม้ในตอนหลังจะมีผู้สร้างกุฏิถวาย กุฏินั้นก็อยู่ในป่าช้า หน้าถ้ำเสือดาว อันเป็นสถานที่สงบวิเวก วังเวง น่ากลัวจริง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งในยามค่ำคืน เพราะอยู่ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน และในย่านถ้ำเชียงดาวนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันเลยจนบัดนี้

นอกจากนี้ท่านยังปฏิบัติแปลก ๆ ออกไปอีก เป็นต้นว่าไม่ยอมพูดจากับมนุษย์ใด ๆ เป็นเวลา ๗ ปี (เริ่มแต่เข้าพรรษาปี ๒๕๐๗ จนถึงออกพรรษาปี ๒๕๑๓) ไม่ยอมให้มนุษย์ทั่วไปได้พบเห็นท่านอยู่เป็นเวลาช้านาน แม้ในเทศกาลสงกรานต์ เมื่อมีผู้ไปขอรดน้ำท่าน ท่านก็จะยื่นมือออกมาให้รดพอเป็นพิธีเท่านั้น ท่านเพิ่งจะออกมาให้ผู้มีศรัทธาได้สรงน้ำและเห็นตัวท่านเมื่อ ๓ ปีมานี้เอง และปีหนึ่ง ๆ ก็จะออกมาให้เห็นเพียงวันเดียว คือวันที่ ๑๕ เมษายน เท่านั้น

อย่างดีของผู้ที่ได้มีโอกาสไปนมัสการท่าน ก็คือได้ฟังแต่เสียงของท่านเท่านั้น!!! 

แต่กระนั้นก็น่าประหลาด ที่ยังมีผู้พอใจหลั่งไหลไปนมัสการท่านไม่เว้นแต่ละวัน วันละมาก ๆ ด้วย เฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ๆ ที่ท่านเริ่ม "แสดงออก" โดยการแต่งหนังสือแจก และเทศนาสั่งสอน 

อันถ้ำเสือดาวนั้น ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ มีความอัศจรรย์เร้นลับอยู่มาก (หากมีโอกาสจะได้นำรายละเอียดมาเสนอในภาคพิสดารของประวัติท่านครูบาราศรีต่อไป) นอกจากนี้ยังมีความ "เฮี๊ยน" พิลึกเอาการอยู่ทีเดียว ใครบุญไม่ถึง บารมีไม่พอ ก็จะมีอันเป็นไป ไม่สามารถบำเพ็ญอยู่ได้เลย อย่างเก่งก็จะอยู่ได้เดือนเดียวเท่านั้น ผีดุ ไข้ป่า อสรพิษ ความมืดอับอากาศชื้นภายในถ้ำ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ชอบเข้าไปปล้น - ฆ่าพระที่ไปปฏิบัติในอาณาบริเวณนี้อยู่เสมอๆ

การที่ครูบาราศรีสามารถปฏิบัติอยู่ได้ตลอดมา เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีนั้น ย่อมแสดงว่าท่านจะต้องใจเด็ดและมี "ดี" มีอานุภาพเหนือพวกมารร้ายใดๆ ตลอดทั้งท่านจะต้อง "เหนือ" กว่าบรรดานักบวชใด ๆ ด้วยกัน ที่เคยเข้าไปบำเพ็ญภาวนาในถ้ำแห่งนี้ในยุคหลัง ๆ ทั้งสิ้น

หากจะมองกันอีกนัยหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่าการที่ท่านอาจหาญเข้าไปบำเพ็ญอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ในสถานที่อันน่าสพึงกลัว ท่ามกลางภยันตรายรอบด้านนั้น แสดงถึงตัวท่านไม่อาลัยในชีวิต และตั้งใจที่จะ "ตัด" ตัวเองให้ขาดจากโลกอย่างแท้จริง

ด้วยความเด็ดเดี่ยวของท่านดังกล่าวมานี้แหละ ที่ทำให้ท่านได้รับความเคารพศรัทธาจากผู้คนเป็นอันมาก มีผู้เพียรไปนมัสการท่านจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีทั้งนายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ประชาชนธรรมดา นักบวชทั้งไทย - จีน จนแทบไม่น่าเชื่อว่า "พระป่า" ที่ปลีกตัวเองอยู่ห่างไกลจากโลกถึงปานนั้น จะมีผู้ให้ความสนใจในองค์ท่านถึงขนาดนั้น

หลายคนบอกว่าได้เพียรไปคารวะท่านหลายปีมาแล้ว และไม่เคยเห็นตัวท่านเลย เพิ่งได้เห็นเมื่อตอนท่านออกมาให้รดน้ำ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปี ๒๕๑๘ นี้ ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษที่ท่านออกมานอกกุฏิ เป็นเวลาติดต่อกันถึง ๕ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๑๕ - ๑๙ เมษายน ๒๕๑๘ เพราะท่านจะอำลาเพื่อธุดงค์ไปอินเดียโดยไม่มีกำหนดกลับ

ในจำนวนนี้ มีอยู่รายหนึ่งที่บอกชื่อ - สถานที่อยู่ไว้โดยละเอียดก็คือ ส.ต.ท.สมจิตต์ ชื่นสำราญ ปัจจุบันอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ ๓๓/๒๙ ติดอู่รถเมล์ขาว ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเดิมเป็นตำรวจประจำอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงดาว มีความเคารพศรัทธาท่านมาก แม้จะโยกย้ายไปอยู่สถานที่ใด ๆ ก็ตาม เขาจะต้องหาโอกาสขึ้นไปนมัสการท่านอยู่เสมอ เป็นเวลากว่า ๒ ปีมาแล้ว แต่เพิ่งจะได้เห็นองค์จริงเมื่อ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๘ นี้เอง ตำรวจผู้นี้ได้เผชิญอภินิหารเกี่ยวกับท่านเมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย จึงเพิ่มศรัทธายิ่ง ๆ ขึ้น นอกไปจากความชอบใจในการปฏิบัติอันเด็ดเดี่ยว ที่ได้มีมาช้านานแล้ว


ต่อไปนี้คือตัวอย่างในเรื่องอภินิหารบางประการของท่านครูบาราศรี (ตุ๊เจ้าเสือดาว) เท่าที่รวบรวมมาได้ในเวลาอันสั้น และเท่าที่หน้ากระดาษจะอำนวยให้

อภินิหารเส้นเกศา 

ในระยะ ๒ - ๓ ปี ที่ท่านเริ่มเปิดเผยตัว ให้ผู้คนได้สรงน้ำบ้าง ฟังธรรมจากท่านบ้าง รับแจกหนังสือจากท่านบ้าง ฯลฯ นี้เอง ก็ได้มีผู้คนไปนมัสการเพิ่มขึ้นทุกที และในจำนวนนี้มีหลายคนได้เอ่ยปากขอพระท่าน ซึ่งท่านไม่มี ไม่เคยสร้าง และไม่คิดจะสร้างด้วย เพราะมิใช่จุดประสงค์ของท่าน ในการที่ออกไปบำเพ็ญภาวนา แต่เมื่อมีผู้คนรบเร้ามากขึ้น ท่านก็เลยเอาเส้นเกศาของท่านที่ยาว ๆ มาพับเป็นขดเล็ก ๆ ขึ้น ห่อด้วยกระดาษพลาสติก เย็บด้วยเครื่องเย็บกระดาษอย่างเรียบร้อยแถมมีเข็มกลัดติดให้ด้วย เมื่อมีคนไปขอพระท่าน ท่านก็เอาเกศาเหล่านั้นแจกให้ไป ซึ่งก็น่าประหลาดที่เส้นเกศาดังกล่าว ได้ไปก่ออภินิหารมากมายหลายราย เป็นที่น่าอัศจรรย์

จากการเปิดเผยของแม่ชีศิริวรรณ แห่งวัดถ้ำเชียงดาว ซึ่งได้ติดตามดูพฤติการณ์ของท่านมาตั้งแต่ต้น จนเกิดศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้หนึ่งที่ใกล้ชิดติดต่อท่านอยู่เสมอ ได้เล่าให้ฟังว่า เส้นเกศาของท่านใช้ป้องกันผีปอบได้ชะงัด ในปัจจุบันชาวบ้านป่ายังต้องเผชิญกับภัยจากผีปอบ - ผีกะอยู่เสมอ และเกศาของท่านก็ใช้ได้ผล เท่าที่ทราบมาก็คือที่บ้านม่วงฆ้อง ตำบลวังจ่อม บ้านทุ่งละคร อำเภอเชียงดาว และที่เชียงใหม่แถบชานเมือง เช่นที่สันทราย สารภี ตลอดจนที่ลำพูน ก็ได้รับแจ้งว่าเส้นเกศาของท่านเป็นที่ประจักษ์ในทางคุ้มครองป้องกันภยันตรายอยู่โดยทั่วไป

มีอยู่รายหนึ่งเป็นหญิงสูงอายุอยู่บ้านม่วงฆ้องเชียงดาว เป็นโรคหืด มีอาการหอบทรทุกข์ทรมานมาช้านาน รักษาเท่าใดก็ไม่หาย จึงได้ทดลองอาราธนาเอาเส้นเกศาของท่านมาแช่น้ำ อธิษฐานทำเป็นน้ำมนต์กินต่างยา ก็ปรากฏว่าไม่เกิน ๓ วันผ่านไป อาการได้ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อได้รับประทานติดต่อกันไปนาน ๆ ก็หายขาดไปได้อย่างน่าประหลาด

ส.ต.ท.สมจิตต์ ชื่นสำราญ ก็ได้เล่าว่าตัวเขาได้รอดพ้นจากอุบัติเหตุบนเส้นทางเชียงใหม่-ฝาง ตรงบ้านร่องธาร ซึ่งเป็นทางภูเขาเต็มไปด้วยหุบเหว เมื่อ ๑๙ - ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๘ นี้เอง ด้วยเส้นเกศาของท่านที่อาราธนาติดตัวอยู่เสมอ และเขาเองนิยมไปไหนมาไหนด้วยรถจักรยานยนต์ อันอาจเป็นอันตรายได้ง่ายอีกด้วย เขาจึงหวงแหนและภูมิใจในเส้นเกศา ซึ่งได้รับมาจากมือของท่านเป็นอย่างยิ่ง

อีกรายหนึ่ง เรื่องเกิดที่กาญจนบุรี เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๑๘ ที่ผ่านมานี้เอง สตรีผู้หนึ่งครรภ์แก่ถึงคราวจะคลอด ปวดท้องทรมานอยู่หลายวัน ก็คลอดไม่ออกสักที มีแต่อาการดิ้นของทารกปรากฏอยู่เสมอ แพทย์แผนปัจจุบันที่ไปตรวจอาการจึงบอกว่า ครรภ์ยังไม่ถึงกำหนด จึงยังไม่คลอด แต่ก็ปวดทรมานอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีใครสามารถช่วยเหลืออะไรได้ ในที่สุดจึงต้องหันเข้าพึ่งทางไสยศาสตร์ นึกถึงเส้นเกศาของท่าน"ตุ๊เจ้าเสือดาว" ซึ่งได้ไปจากพระอาจารย์องค์หนึ่งในกรุงเทพฯ ขึ้นมาได้ จึงอัญเชิญมาอาราธนาแช่น้ำ อธิษฐานเป็นน้ำมนต์ช่วยปัดเป่า เพราะมิฉะนั้นก็เหลืออีกทางเดียวคือ ผ่าตัด! 

ในที่สุดก็คลอดทารกนั้นออกมาได้ ด้วยน้ำมนต์แช่เส้นเกศาของท่านนั้นเอง แต่ปรากฏว่าทารกเมื่อคลอดออกมานั้น ตัวเขียวใกล้จะเน่าอยู่แล้วแสดงว่าตายมานานแล้ว อย่างที่เรียกกันว่าตายพราย การดิ้นอยู่ในท้องได้นั้น เป็นการหลอกของผีทารกนั่นเอง!

นอกจากนี้ก็ปรากฏว่า ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านถ้ำเชียงดาวก็รอดอันตรายจากกระสุนปืนผู้ร้ายได้อย่างหวุดหวิด ด้วย "พระ" ซึ่งสร้างจากเส้นเกศาของท่าน ทำให้ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ มีความเคารพศรัทธาในท่านเป็นยิ่งนัก กับยังมีสตรี สองแม่ - ลูกคู่หนึ่ง ซึ่งเคยไปตักน้ำถวายท่านอยู่เสมอ ๆ ก็ถูกผู้ร้ายลอบยิง แต่ไม่เป็นอันตราย โดยกระสุนเพียงแต่ถูกต้นแขนของผู้เป็นแม่เพียงแค่ไหม้พองไปเท่านั้น ทั้งนี้ก็ด้วย "พระ" จากเส้นเกศาของท่านครูบาราศรีนี้ทั่งสิ้น 

ผู้เขียนเคยเอาเส้นเกศาของท่าน ให้สุภาพสตรีผู้ชำนาญทางวิปัสสนาผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพล สระบุรี ก็ได้ความว่า "แรง" อย่างน่าอัศจรรย์ แรงยิ่งกว่าพระเครื่องบางองค์เสียอีก 

ขณะนี้ได้ทราบข่าวว่าเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งใฝ่ใจในทางนี้ กำลังเสาะแสวงหาเส้นเกศาของ "ตุ๊เจ้าเสือดาว" เป็นอย่างยิ่ง ผู้ใดมีไว้ในครอบครองต้องถือว่าเป็นมงคลวิเศษอย่างหนึ่ง


ญาณพิเศษ 

ค่ำวันหนึ่งของต้นเดือนมกราคม ๒๕๑๘ ขณะที่พระอาจารย์รูปหนึ่งจากกรุงเทพฯ กำลังก้าวขึ้นไปบน “หอสังเกตการณ์ธรรมชาติ” หน้าถ้ำเสือดาว อันเป็นกุฏิโกโรโกโสของ “ตุ๊เจ้าเสือดาว” ในสายตาของมนุษย์ทั่วไปนั่นเอง ก็มีเสียงร้องทักออกมาจากในกุฏิมืด ๆ โดยไม่เห็นเจ้าของเสียงว่า 
“อ้าว! นั่นมีเด็กมาด้วยรึ?”

ทำเอาพระอาจารย์รูปนั้นต้องสะดุ้งเล็กน้อย เพราะวันนั้นท่านไปเยี่ยมท่านครูบาราศี หรือ “ตุ๊เจ้าเสือดาว” ตามลำพัง มิได้มีลูกศิษย์ติดตามไปด้วยเลย มีแต่เพื่อนพระภิกษุด้วยกันตามไปห่าง ๆ บ้างเท่านั้น

แต่ทว่าในย่ามของพระอาจารย์รูปดังกล่าวนี้มี “พระสิทธัตถะกุมาร” เป็นพระผงขนาดค่อนข้างเขื่องรูปกุมารกำลังก้าวเดิน ซึ่งสร้างขึ้นจากผงพระเจ้าสิบชาติ เป็นผงเก่าแก่รวบรวมไว้ช้านาน จากพระเกจิอาจารย์ยอด ๆ ในอดีต สร้างขึ้นโดยอาศัยบุญญาบารมีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต เมื่อยามท่านจะไปไหนมาไหน ท่านก็อาราธนาพระกุมารผู้ประเสริฐองค์นี้ติดตามไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งมนุษย์ธรรมดาสามัญ จะไม่มีวันล่วงรู้เลยว่าพระอาจารย์รูปนี้ท่านมี “เพื่อนกายสิทธิ์” ติดตามไปด้วย แม้ในหมู่เพื่อนพระสงฆ์ที่ไปด้วยกันก็ตาม

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้พระอาจารย์รูปนี้เชื่อมั่นในทันทีว่า “ตุ๊เจ้าเสือดาว” นี้ มิใช่พระภิกษุสงฆ์ธรรมดาแน่นอน เพราะมี “ญาณ” พิเศษ สามารถเห็นสิ่งเร้นลับเหนือวิสัยมนุษย์สามัญได้

เมื่อท่านกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว จึงเอาดวงของ “ตุ๊เจ้าเสือดาว” ไปให้โหรอาวุโสท่านหนึ่งซึ่งมีความชำนาญในการพยากรณ์แม่นยำยิ่งกว่าตาเห็น เพราะโหรท่านนี้สำเร็จวิปัสสนาชั้นสูงด้วย ในการนี้ท่านมิได้เล่าอะไรให้ฟังทั้งสิ้น นอกจากบอกแต่เพียงว่าเจ้าของดวงนี้ มีนามว่า “ราศี” เท่านั้น

จากการตรวจดวงอย่างคร่าว ๆ ในชั้นแรกนั้นเอง โหรท่านนั้นก็กล่าวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่า

“คน ๆ นี้อดีตเป็นคนที่ได้ระดับญาณสูง เป็นบุคคลสำคัญมาก เป็นนักบวชที่ปฏิบัติได้ยอดเยี่ยมอย่างหาผู้เสมอได้ยาก แต่ไม่ชอบสังคมกับมนุษย์ มักจะมีการสมาคมกับเทพ – พรหมเป็นส่วนใหญ่

ทำเอาพระอาจารย์รูปนี้ฟังแล้วต้องสะดุ้งอีกครั้งหนึ่ง

โหรท่านนั้นยังกล่าวต่อไปอีกว่า พระภิกษุรูปนี้จะสำเร็จอรหันต์ตอนอายุ ๔๗ – ๔๙ ปี ตอนนี้ยัง “ติด” อยู่ในฤทธิ์ต่าง ๆ จึงยังไม่อาจสำเร็จได้ แต่ก็สำเร็จอภิญญา ๕ บรรลุขั้นพระอริยบุคคลไปแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้เผชิญมาเอง เมื่อไปนมัสการท่านครั้งแรกเมื่อตอนสายวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘ ซึ่งก่อนหน้านั้น ๒ วัน ตอนพลบค่ำผู้เขียนได้ไปมาครั้งหนึ่งเพียงชั่วเวลาครู่เดียว กับพรรคพวกราว ๑๐ คนเศษ มีทั้งพระทั้งฆราวาส มีผู้แจ้งแก่ท่านว่าผู้เขียนก็ไปด้วย โดยมิได้เห็นตัวกัน จากนั้นก็รีบกลับกันเพราะค่ำมืดแล้ว ต่อจากนั้นอีกสองวันจึงได้กลับไปใหม่ เพื่อขอฟังเรื่องราวจากท่านซึ่งในการนี้ก็มิได้เห็นตัวท่านตามเคยเพราะท่านอยู่ภายในกลดซึ่งอยู่ในกุฏิ ผู้ที่ไปคุยกับท่านต้องยืนออรอบกุฏิทั้งสิ้น และขณะนั้นมีผู้คนนักท่องเที่ยว ที่ชอบซอกซอนซุกซนออกจากถ้ำเชียงดาวแล้วเตลิดดั้นด้นขึ้นไปทางเหนือ พลุกพล่านไปถึงกุฏิท่านมากพอดูทีเดียว แต่ก็น่าแปลกแท้ ๆ ที่พอถึงเวลาท่านจะแสดงธรรมให้ฟัง ท่านสามารถระบุได้ว่ามีผู้ฟังกี่คน เป็นพระสงฆ์กี่รูป อุบาสก – อุบาสิกากี่คน ซึ่งบางคนก็มิได้ไปในคณะเดียวกัน เพิ่งไปพบหน้ากันเดี๋ยวนั้นเอง ยิ่งกว่านั้นพอใกล้เวลาจะแสดงธรรม ท่านได้เรียกชื่อผู้เขียนอย่างชัดเจน ราวกับเคยเรียกกันมาช้านานแล้ว ว่าให้เป็นผู้กล่าวนำในเชิงอาราธนาเป็นการอารัมภบทสักเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะในขณะนั้นผู้เขียนไปยืนอยู่ชิดกุฏิยิ่งกว่าใครเพื่อน ทำเอาต้องสะดุ้งใจเป็นครั้งแรก ว่าท่านรู้จักตัวผู้เขียนได้อย่างไร?

ต่อมาอีก ๓ สัปดาห์ – ๙ เมษายน ๒๕๑๘ อันเป็นวันเกิดของท่านครบ ๓๕ ปีบริบูรณ์ได้ทราบว่าท่านจะออกบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้ายก่อนอำลาธุดงค์ไปอินเดีย ผู้เขียนจึงเดินทางขึ้นไปนมัสการและใส่บาตรท่านในวันนั้น เนื่องจากแท็กซี่ที่นัดไว้ไปรับที่เชียงใหม่ช้าไปเล็กน้อย จึงทำให้ไปถึงถ้ำเชียงดาวเมื่อราว ๘.๓๐ น. ขณะรถผ่านทางแยกจากถนนใหญ่ มุ่งไปยังถ้ำเชียงดาวนั้นเอง เมื่อใกล้จะถึงวัดถ้ำเชียงดาวก็ได้เห็นผู้คนออกมายืนออเป็นกลุ่มหน้าบ้านตลอดเส้นทาง ทราบภายหลังว่ามาคอยใส่บาตรท่าน “ตุ๊เจ้าเสือดาว” เมื่อเหลือระยะทางอีกราว ๑ กม. จะถึงถ้ำเชียงดาว พระสงฆ์ที่ไปด้วยกันก็บอกว่าท่านมาแล้วโดยกำลังรับบิณฑบาตจากชาวบ้านอยู่ข้างทาง ผู้เขียนจึงให้หยุดรถ แล้วรีบคว้ากล้องถ่ายรูป วิ่งไปหาท่านทันที ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นตัวจริงท่าน พอเข้าใกล้ท่านก็ยกมือขึ้นไหว้ ยังมิทันจะพูดอะไรออกไป ท่านก็เอ่ยปากทักก่อนว่า 
“อ้อ...สะเทื้อนรึ?” (ชื่อของผู้เขียน) ทำเอาผู้เขียนเองสะดุ้งเป็นครั้งที่ ๒ และคิดว่าพระองค์นี้ถ้าจะไม่ใช่พระธรรมดาเสียแล้ว!

ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้สนทนากับท่าน ก็ได้เพียรพยายามสอบถามท่าน ถึงการได้ “ทิพยจักขุญาณ” ว่าได้เมื่อใด ได้อย่างไร ซึ่งท่านก็ไม่ได้ตอบตรง ๆ เข้าใจว่าเกรงจะเป็นการโอ้อวด ท่านบอกแต่เพียงว่าท่านมุ่งปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นเป็นที่ตั้ง มิได้หวังอะไรนอกเรื่องนอกราว แต่เมื่อได้คุยกับท่านไปนาน ๆ หลาย ๆ ครั้งเข้า เรื่องราวต่าง ๆ บางเรื่องก็เผยออกมาเอง เช่น ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านเข้าไปบำเพ็ญอยู่ในถ้ำเสือดาวได้ไม่นานนัก ขณะที่กำลังหลับตาทำสมาธิภาวนาอยู่ ก็เห็นพวกเมืองลับแลหลายคนมาปรากฏ (ท่านอธิบายว่าพวกเมืองลับแลนี้กายหยาบใกล้เคียงกับมนุษย์ คนที่ได้สมาธิขั้นต้น หรือมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ก็อาจแลเห็นได้ถ้าหากสภาพแวดล้อมและจิตใจอำนวย และพวกนี้มีอยู่มากในบริเวณถ้ำหลวงเชียงดาว) ครั้นท่านลืมตาขึ้นภาพนั้นก้หายไป พอหลับตาใหม่ก็ปรากฏอีกและเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน ท่านจึงรู้ว่าเป็นเรื่องของพวกมนุษย์อีกโลกหนึ่ง และท่านเริ่มได้ทิพยจักขุญาณขั้นต้นแล้ว!

แต่เมื่อถามถึงเหตุการณ์เร้นลับบางประการ ทั้งในอดีต – อนาคตหลายเรื่อง ท่านไม่ยอมตอบท่านบอกว่าเรื่องของการพยากรณ์ท่านไม่สนใจ เป็นเรื่องอาจิณไตยแม้พระสงฆ์บางพวกจะนิยมชมชอบแต่พระอริยบุคคลที่มุ่งปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น จะไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย

จากเรื่องราวดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้เขียนเชื่อได้ว่า ครูบาราศี หรือ “ตุ๊เจ้าเสือดาว” นี้ ท่านได้ทิพยจักขุญาณแน่นอน

ปลงเกศา – แผ่นดินไหว 

“งานสำคัญก็จวนเสร็จแล้ว หลังจากนี้อีก ๓๐ ราตรี โลกทำท่าว่าจะแตก จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของแผ่นดิน...” 

นี่เป็นคำพูดของครูบาราศีกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง ซึ่งมีช่างภาพ น.ส.พ. “ไทยนิวส์” ประจำจังหวัดเชียงใหม่ แม่ชีศิริวรรณและคฤหัสถ์อีกหลายคน ร่วมฟังอยู่ด้วย ขณะนั้นเป็นเวลาราว ๑๓ น.เศษ ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นเวลที่ท่านเพิ่งปลงเกศา – หนวดเคราเสร็จใหม่ ๆ หลังจากที่มิได้แตะต้องมาเป็นเวลา ๕ ปีแล้ว จนใคร ๆ พากันเรียกท่านว่า “พระฤาษีเสือดาว” วันนั้นตอนเที่ยงจึงได้โกนเสียที เพราะท่านจะเดินธุดงค์ไปอินเดีย และปรากฏตัวให้คนทั่วไปได้พบเห็นท่าน เช่น ภิกษุธรรมดาทั่วไป เมื่อโกนเกศาเสร็จก็มีการถ่ายภาพในอิริยาบถต่าง ๆ ไว้เป็นที่ระลึก เสร็จแล้วท่านก็ได้เอ่ยวาทะดังกล่าวออกมา ซึ่งขณะนั้นไม่มีใครฟังรู้เรื่องว่าหมายถึงอะไรกัน

ที่ท่านพูดว่า “งานสำคัญ” จวนเสร็จแล้วนั้น พอจับความต่อมาได้ว่าหมายถึงท่านได้แต่งหนังสือ “วาทะพระศาสดา” อันเป็นบทนิพนธ์ล่าสุด และสำคัญที่สุดจบแล้ว ซึ่งสันนิษฐานว่าท่านจะต้องปฏิบัติธรรมผ่านขั้นสำคัญบรรลุล่วงไปได้แล้วอีกขั้นหนึ่ง จึงปรากฏผลงานนิพนธ์เล่มนี้ออกมา และหนังสือนี้ก็สามารถพิมพ์แจกจ่ายได้ทันวันเกิดอายุครบ ๓๕ ปี เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๑๘ พอดี ท่านจึงถือว่าท่านได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในเมืองไทยสำเร็จหมดแล้ว จึงเตรียมตัวธุดงค์ไปอินเดียสืบต่อไป

จากนั้นท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า

“มันมีอะไร ๆ ที่น่าคิดอยู่แต่เป็นเรื่องของอาจิณไตย...” 

หลังจากวันดังกล่าวผ่านไปได้ ๑ เดือนกับ ๑ วัน ก็มีปรากฏการณ์เกี่ยวกับแผ่นดินอย่างน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นจริง ๆ นั่นก็คือเมื่อเวลา ๑๐.๓๘ น.ของวันจันทร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ของเมืองไทยในรอบ ๓๐ ปี

ชาวเชียงใหม่ – เชียงดาวเล่าว่าที่นั่นไหวรุนแรงมาก และไหวเฉพาะซีกตะวันตก อันเป็นดินแดนที่ท่านจะเดินธุดงค์ตรงไปสู่อินเดียเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบได้ และผู้เขียนไม่อาจกล่าวได้ว่าการปลงเกศาของครูบาราศีในวันนั้น จะมาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของอาจิณไตย! แต่เรื่องของเรื่องก็เป็นไปแล้วดังที่ได้กล่าวมาในตอนนี้นี่แหละ และท่านได้พูดไว้ก่อนหน้าจะเกิดแผ่นดินไหวถึง ๓๑ วัน

พระพุทธองค์ สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ตรัสกับพระอานนท์เกี่ยวกับสาเหตุที่จะทำให้แผ่นดินไหว ปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตร ดังนี้

“อานนท์ ที่จะทำให้แผ่นดินไหวนั้น ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ 

๑.ลมกำเริบ ๒.ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล ๓.พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิตลงสู่พระครรภ์ ๔.พระโพธิสัตว์ประสูติ ๕.พระตถาคตเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๖.พระตถาคตเจ้าทรงประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไป ๗.พระตถาคตเจ้าทรงปลงอายุสังขาร และ ๘.พระตถาคตเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เหตุทั้ง ๘ อย่างนี้เป็นปัจจัยที่จะให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่แต่ละอย่างๆ”

อนึ่ง ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า โหรสำคัญของเมืองไทยในยุคปัจจุบันนี้ท่านหนึ่ง ได้ให้คำพยากรณ์เกี่ยวกับครูบาราศี ที่น่าทึ่งอยู่หลายตอน เช่น ตอนหนึ่งมีดังนี้

“...ยุคต่อไปนี้การปฏิบัติธรรมจะบรรลุผลตามที่ตนตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ในอายุ ๔๗ หรือ ๔๙ อย่างแน่นอน และเมื่อสำเร็จแล้วแผ่นดินจะไหวอีกครั้งหนึ่ง หรือมีแสงสีอันมหัศจรรย์เกิดขึ้นบนฟากฟ้า”

เท็จจริงอย่างไร ก็คอยดูเหตุการณ์กันต่อไปก็แล้วกัน


 
ขอบคุณข้อมูลที่มา: http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=29906target=_blank&myflag=1&mypage=2
 

Powered by MakeWebEasy.com