ประสบการณ์กับหอพยายมราช

Last updated: Jun 25, 2011  |  7689 จำนวนผู้เข้าชม  |  หอพยายม


ประสบการณ์กับหอพยายม โดยคุณวิบูลย์ ฐานันดรสุข

 

ถึง ชาวกองบุญหมื่นฟ้า ทุกท่าน 

      ผมขอใช้โอกาสนี้ เล่าถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับแม่ของผมเอง และถือโอกาสขอบคุณอาจารย์ไวรุศมุณีที่ได้ช่วยคุณแม่ผมไว้ครับ
เมื่อเดือนเมษายน ปี 53 ช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง และมีการปิดถนนแถวสีลมและสวนลุม ซึ่งคุณพ่อและแม่ผมไปสวนลุมทุกเช้า ในวันนั้น หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ท่านก็จะเรียกรถกลับบ้าน แต่ด้วยความที่ถนนปิด ไม่มีแท๊กซี่ผ่านมาทางด้านถนนพระราม 4 ด้านข้างสวนลุม คุณพ่อและแม่ผมจึงจำเป็นต้องเดินข้ามถนนเพื่อไปเรียกรถฝั่งตรงข้าม หน้าตึกอือจือเหลียง เนื่องจากเดินขึ้นสะพานลอยไม่ไหวด้วยอายุขนาดนั้น (จริง ๆ แล้วคุณพ่อผมขับรถได้ แต่ด้วยอายุเกิน 80 ปี ลูก ๆ จึงให้นั่งแท๊กซี่แทน) ตอนนั้นเป็นเวลา 6 โมงเช้า ฝนพึ่งหยุดตก ปรากฎว่าในระหว่างที่ทั้งสองท่าน เดินข้ามไป ก่อนจะถึงเกาะกลางถนน มีแท๊กซี่คันหนึ่งลงมาจากสะพานไทย เบลเยี่ยมด้วยความเร็ว และด้วยความที่ถนน ลื่น ทำให้เฉี่ยวคุณแม่ผมล้มลงหมดสติไป แท๊กซี่คันนั้นเสียหลักไปชนแท่นปูนตรงเกาะกลางถนน แตกไปหลายท่อน  ลูก ๆ ได้รับโทรศัพท์แต่เช้า ว่า “แม่โดนรถชน แถวสวนลุม ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลจุฬา ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร” บอกตามตรงว่าตอนนั้นในระหว่างที่รีบขับรถไปก็ทำใจแล้ว พอไปถึงแผนกฉุกเฉิน สภาพที่เห็นก็แทบเข่าอ่อน คุณแม่นอนอยู่บนเตียง ยังพอมีสติ ตาข้างหนึ่งบวมจนปิดสนิท แขนขวาหัก ข้อมือขวาหัก ขาซ้ายหักหลายท่อน รีมฝีปากฉีกมาถึงคาง ฟันหัก เกือบหมดปาก คุณหมอต้องการเช็คช่องท้องว่ามีเลือดออกภายในหรือไม่ ผลปรากฎว่า ในระหว่างที่พยายามส่องกล้อง (หรือฉีดสีทางทวารผมไม่แน่ใจ) ก็ปรากฎว่าไปสะดุดบางอย่าง มาทราบทีหลังว่า เป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 3 ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้จนกว่าร่างกายจะแข็งแรงพอจากอุบัติเหตุ ดูเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่คิดในทางที่ดี ก็เป็นความโชคดีบนความโชคร้าย ถ้าไม่มีอุบัติเหตุ ก็อาจจะทราบช้ากว่านี้

คุณแม่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลจุฬาอยู่หลายสัปดาห์ เนื่องจากคุณหมอยังไม่แนะนำให้ย้าย รอคิวผ่าตัดแขน และขาที่หัก อยู่หลายวัน แต่ก็โดนเลื่อนออกไปด้วยเหตุการณ์ผู้ชุมนุมบุกโรงพยาบาล เช้าวันรุ่งขึ้น (ในช่วงที่มีการเผา) เราจึงตัดสินใจย้ายไปโรงพยาบาลเอกชนทันที และได้รับการผ่าตัดแขน และขา ในคืนนั้นเลย หลังผ่าตัดประมาณ 3 สัปดาห์ คุณหมอตัดสินใจผ่าตัดมะเร็งลำไส้ต่อ และพบว่า ลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองแล้ว ตอนนั้นก็ทำใจเป็นครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะนำให้ทานยาคีโม ซึ่งในตอนแรก ๆ ลูก ๆ ทุกคน ก็ลังเล เพราะเห็นว่าเข้าต่อมน้ำเหลืองแล้ว และคุณแม่ ก็ยังเจ็บแผลผ่าตัด แขน ขา และ ท้อง อยู่ (หลาย ๆ ท่านคงทราบผลข้างเคียงของยาคีโม ว่าทรมานมากขนาดไหน โดยเฉพาะสำหรับคนแก่อายุเกือบ 80 ปี) แต่สุดท้ายลูก ๆ ทุกคน ก็เชื่อตามคำแนะนำคุณหมอ แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำเป็นครั้งที่ 3 แผลผ่าตัดที่ขา ของคุณแม่ เกิดติดเชื้อ และจำเป็นต้องผ่าอีกรอบ ลูก ๆ เห็นสภาพคุณแม่ก็น้ำตาซึมกันทุกคนกับสิ่งที่คุณแม่ ต้องเจอในช่วงเวลา 1-2 เดือนนั้น คุณหมอแนะนำให้เริ่มทานยาคีโม หลังจากฟื้นตัวจากการ ผ่าตัดครั้งที่ 3 ก่อน

เพื่อนสนิทผม (ถนัด และ นุ) ทราบเรื่องคุณแม่ผมดี จึงแนะนำผมให้ไปพบท่านอาจารย์ไวรุศมุณี ที่เชียงใหม่ ช่วงประมาณเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว (พอดีผมต้องไปทำงานเชียงใหม่อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว) ได้มีโอกาสพบอาจารย์ที่โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน ประมาณ 3 นาที แต่เป็น 3 นาที ที่มีความหมายมาก วันนั้นประมาณสองทุ่มกว่าแล้ว อาจารย์เหนี่อยมากจากการเดินทาง แต่ท่านก็ให้โอกาสถามสั้น ๆ พอผมบอกว่าอยากจะถามเรื่องคุณแม่ พอบอกปีเกิด อาจารย์นับนิ้ว ประโยคแรกที่บอกผมคือ “ไม่ดีมาตั้งแต่เดือน เมษา แล้วนะ” (ย้อนกลับไปอ่านข้างบน คุณแม่ผมเกิดอุบัติเหตุ เดือนเมษายนพอดี) ผมอึ้งเลยครับ อาจารย์บอกว่า “เดือนสิงหาคม จะแย่ลงอีก ที่จริงแล้ว ถึงเวลาที่จะไปแล้วปีนี้ แต่ถ้าพยายามดึงให้ข้ามตรุษจีนได้ ก็จะดีกว่า” (หมายถึงจะไปในภพที่ดีกว่า) ตอนที่ได้ฟังอาจารย์ บอกตามตรง ว่า ความหวังมีไม่มาก ที่จะต้องพยายามยื้อไปอีกประมาณ 7 เดือน (เพื่อข้ามตรุษจีน) ด้วยสภาพของคุณแม่ในขณะนั้น อาจารย์บอกว่า ในระหว่างนั้น ให้ปล่อยปลา ทุก ๆ เดือน จำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่ ผมเริ่มทำทันที โดยปล่อยปลาจำนวน 80 ตัว ทุก ๆ เดือน (ปลาดุกในตลาดบ้าง ในวัดบ้าง สลับกันไป) ด้วยความหวังเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ อาการคุณแม่ดีพอที่จะข้ามตรุษจีนไปได้ ในหลายเดือนนั้น คุณแม่เริ่มทานยาคีโม และด้วยผลข้างเคียง ก็ทำให้สภาพร่างกายอ่อนแอ ทานอาหารไม่ลง จนเกร็ดเลือดต่ำเกินขีดอันตราย อยู่หลายครั้ง มีหลายครั้ง แม่บอกว่า ไม่เอาแล้ว ไม่กินยาแล้ว (คุณแม่ไม่ทราบว่า ท่านเป็นมะเร็งลำไส้ ลูก ๆ บอกเพียงว่าเป็นแผลที่ลำไส้) อย่างไรก็ตาม ผมยังคงปล่อยปลาอยู่ทุก ๆ เดือนในระหว่างนั้น ตามที่อาจารย์แนะนำ และด้วยการดูแลเป็นอย่างดี จากลูก ๆ (เหล่า พี่สาวของผม) ประกอบกับกำลังใจที่ดีของคุณแม่ ทำให้อาการดีขึ้น ๆ เป็นลำดับ จนในที่สุด ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปีนี้ ผมยังจำได้ ผมได้ปล่อยปลา ล๊อตสุดท้าย 80 ตัวที่คลองวัดลาดบัวขาวแถวบ้าน ในวันนั้น ผมร้สึกดีใจมากที่คุณแม่จะสามารถผ่านข้ามตรุษจีนไปได้ในวันรุ่งขึ้น

ผมได้มีโอกาสพบอาจารย์อีกครั้ง ในทริปที่ไปพม่าที่ผ่านมา ผมบอกกับอาจารย์ว่า คุณแม่อาการดีขึ้น มาก ๆ อาจารย์บอกว่า แสดงว่าที่ขอไปได้ผล (ผมมาทราบจากนุในภายหลังว่า อาจารย์เคยบอกกับนุว่า ได้ขอกับท่านท้าวมหาพรหมยมราชไว้ให้ในเรื่องคุณแม่ผม) ที่พม่า อาจารย์บอกว่า เพื่อเป็นการส่งท้าย ขอให้คุณแม่เป็นเจ้าภาพบวชเณร และถวายบายศรีเทพ พรหม และปากชาม ให้กับท่านท้าวมหาพรหมยมราช ที่แพร่

เมื่อกลับจากพม่า ผมได้ทำบุญแทนคุณแม่ เป็นเจ้าภาพบวชเณรเรียบร้อย ก็มีแต่เรื่องบายศรีที่ยังไม่มีโอกาสไปที่แพร่ได้
ในเดือนเมษาที่ผ่านมา ถึงเวลาตรวจร่างกายคุณแม่หลังจากครบ 1 ปี ผลการตรวจร่างกาย (ตรวจเลือด และส่องกล้อง) ปรากฎว่า “ผ่าน” และไม่ต้องทานยาคีโมอีกแต่อย่างใด ลูก ๆ ทุก ๆ คนดีใจมากครับ เหมือนปาฏิหารย์จริง ๆ ครับ คุณหมอบอกว่า คนไข้หลาย ๆ คน สามารถอยู่ได้อีก ถึง 7-8 ปี สบาย ๆ และตอนนี้คุณแม่ก็สามารถเดินได้แล้วครับ ด้วยการใช้ไม้เท้าช่วย ซึ่งในตอนแรก ๆ คุณหมอบอกว่า ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเดินได้เป็นปกติหรือไม่ (ผมลืมบอกไปว่าที่พม่า อาจารย์บอกว่า “สบายแล้ว อยู่ได้จนถึงอายุ 87 เลย”)

ผมได้มาพบอาจารย์อีกครั้งที่เชียงใหม่ ต้นเดือนมิถุนายน 2554 เพื่อร่วมสร้างพระยอดปารมี พระทันใจ ที่วัดศรีดอนมูล และด้วยความกรุณาของคุณแม่ของอาจารย์ ท่านอนุญาติให้ผมฝากบายศรีไปกับท่าน เพื่อถวายให้กับท่านท้าวมหาพรหมยมราช ต้องขอขอบคุณคุณแม่ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมาประมาณห้าทุ่ม ที่วัดศรีดอนมูล ผมบอกลาอาจารย์ (เนื่องจากวันรุ่งขึ้น ต้องทำงาน) ด้วยประโยคสุดท้ายในวันนั้นว่า “ขอบคุณอาจารย์มาก ๆ นะครับ ที่ช่วยคุณแม่ผม” . . . . ขอบคุณจริง ๆ ครับ



ประสบการณ์กับหอพยายม โดย ภอ.ศิปภา ปุญชุพิศาล
(ผู้ดูแลหอพยายมอย่างใกล้ชิด)

 
         วันนี้เป็นฤกษ์งามยามดี..ที่แม่ก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหอพญายมราชจากประสบการณ์จริงๆของแม่ค่ะ..

      เมื่อปลายปี 2552 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 2 ซึ่งจะมีโรงเรียนในสังกัดได้แก่ อำเภอลอง อำเภอวังชิ้น อำเภอสูงเม่น และอำเภอเด่นชัย ได้มีการเปิดสอบผู้บริหารโรงเรียนขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่จะสอบต้องผ่านการสอบภาค ก. เป็นวิชาความรู้ทั่วไปพื้นฐานของผู้บริหาร ซึ่งแม่ได้เตรียมตัวสอบก่อนแล้วเหมือนการสอบจองหงวน ที่ต้องไปสอบส่วนกลาง ครานั้นมีการสอบที่โรงเรียนยุพราช จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งเดียวติดเจ้าค่ะ....เพราะก่อนเดินทางแม่เข้าไปกราบที่หอพญายมแล้วกราบอธิษฐานขอพรท่านท้าวพญายมราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่บ้าน. .....แม่ขอสอบได้....คราวนี้ไม่เครียดค่ะ..ขอแค่สอบได้ เพราะ 60 % ถือว่าผ่าน..ผ่านเจ้าค่ะ..83 %

      ชีวิตคนแก่..ที่ไปแข่งกับเด็กๆ ที่พึ่งเรียนจบหมาดๆ.....ใส่แว่นขยับแล้วขยับอีก..มีหลายคนถามว่าเป็นรองผู้อำนวยการตั้ง 16 ปี ทำไมพึ่งคิดจะมาสอบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเอาตอนนี้..เหลือเวลาอีกไม่กี่ปี คำตอบที่แม่ทราบแก่ใจ..คือแรงศรัทธา แรงบุญ แม่จึงมีวันนี้จ๊ะ..น่าอัศจรรย์นัก..เป็นอันว่าแม่สอบภาค ก.ได้มีคุณสมบัติพร้อมที่จะสอบภาค ข.ได้อีกเปิดทั่วประเทศ ไปสอบได้ทุกที่เหมือนมีพาสปอร์ต
คำตอบที่ทำให้แม่...ประจักษ์อีกครั้ง..จังหวัดแพร่เปิดสอบผู้บริหาร..คุณตา ครูคนแรก และพระประจำบ้านบอกว่าให้ไปสอบเพราะโรงเรียนใกล้บ้านว่าง..ต้องได้อยู่ใกล้บ้านแน่ๆ....แม่ต้องมานั่งทบทวนอ่านหนังสืออีกครั้ง..ถามว่าได้อ่านมั้ย...ชีวิตมีแต่งานค่ะ..ยิ่งอยู่ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียน..รับ..ชอบ..มอบรอง...นั่งทำงาน..มองหนังสืออ่านเตรียมสอบ..หนุนนอนมากกว่าอ่าน..แต่จิตไม่ว้าวุ่นค่ะ...ทุกวันสวดมนต์ทำหน้าที่ทั้งงานราษฎร์ และงานหลวงปกติ มีเวลาแค่ 15 วันก่อนวันสอบจริง...ทั้งอบรม.ทั้งงานด่วนๆๆสุด.. 

      จนกระทั่งวันสอบ วันแรกสอบข้อเขียน ภาค ข วันที่สอง สอบสัมภาษณ์ ภาค ค สิ่งที่แม่จำได้แม่นยำที่สุด...ก่อนออกจากบ้านแม่จุดธูปไหว้พระตามปกติ....และอ้อมไปกราบลักษณะย่อตัวลงคุกเข่าหน้าผากแตะ มือสองข้างแบทาบแตะผนังด้านหลังหอพญายมราช....วันนี้แม่จะไปสอบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อจะได้มาสร้างคุณงามความดีให้แก่บ้านเรา....กุศลที่สร้าง ความดีงามที่ให้โอกาสแก่เด็กๆ.. แม่แก่แล้วที่ ๑ ไม่เอา ขอที่..๕ ก็แล้วกัน...นะเจ้าคะ.....

       29 ธันวาคม 2552 ประกาศผล..แม่สอบได้ลำดับที่ ๕ จริงๆๆๆเจ้าค้า....คนที่ดีใจที่สุดคือคุณตาแม่ได้ดูแลคุณตาใกล้ชิดขึ้น..และได้บรรจุเมื่อ 5 เมษายน 2553..ปีกว่าๆเองค่ะเป็นปลื้มของคนแก่...เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้กราบโมทนาในกุศลความดีงามทั้งปวง ท่านท้าวพญายมราช เทพยดา อารักษ์ ที่ปกปักษ์รักษาในกองบุญหมื่นฟ้าจึงบังเกิดสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงใจแม่..อาจารย์ไวรุศมุณี องค์อารยะปภาช..
เล่าจากประสบการณ์จริงวันนี้ รายละเอียดการทำงาน บทบาทของคนแก่..ติดตามตอนต่อไปได้เจ้าค่ะ...

ศิปภา ปุญชุพิศาล ....อาจารย์ตั้งให้เจ้าค่ะ (แสงสว่างของพระจันทร์ ผู้อยู่ในตระกูลแห่งบุญอันรุ่งเรือง)
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาตุ้ม ต.บ่อเหล็กลอง อ.ลอง จ.แพร่ facebook .com/เดือนฉาย เต็มดวง ขอบคุณทุกท่าน ขอบคุณทุกแรงใจ ขอบคุณทุกแรงบุญ...ได้พบเจอกับทุกท่านถือว่าเป็นบุญวาสนายิ่งนัก
โมทนาสาธุ..เจ้าค่ะ

 

 

ประสบการณ์กับหอพยายม โดย คุณวาสนา ขุนทรง
(ผู้มีประสบการณ์มากๆกับหอพยายมมากท่านนึง) 

วาสนาได้จูจักอาจารย์ไวรุศมุณีเมื่อต้นปี 2553 และได้ไปทำบุญที่เชียงใหม่,แพร่,ลำพูน เลยได้รูจักที่บ้านอาจารย์และท่านได้แนะนำพี่กุมารให้ทราบ
วาสนาดีใจมาก เพราะต้องการช่วยลูกเรื่องเรียนอยู่แล้ว เลยเริ่มขอความเมตตาเลย เพราะปี2554 ลูกจะสอบเข้าม. 1 รร.สตรีวิทยา
ก่อนสอบจริงเลยขอสอบอย่างอื่นก่อนเลย..ขอทุกครั้ง (ทั้งสำคัญและไม่สำคัญ):
เดือนสิงหาคม – สอบคณิต เพชรยอดมงกุฎ
เดือน กันยายน – สอบวิทยาศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ ระดับประเทศ
เดือนพ.ย. สอบ ภาษาไทยเพชรยอดมงกุฎ
และสอบระดับเขตอีกมากมายที่ร.ร.จัด จนถึงเวลาสอบเข้ารร ม.1 จริงเริ่มมาถึง...
สอบที่สาธิตราชภัฏนครปฐมก่อนเพราะมีกำหนดมาก่อนของ ร.ร. สตรีวิทยา
ด้วยจิตโลภก็ขอที่นี่ไว้ด้วยเผื่อถ้าไม่ได้ที่สตรีวิทยาอะไรทำนองนั้น แต่คิดเฉยๆนะ พี่กุมารก็คงทราบในใจหมด พอถึงเวลาสอบที่ร.ร.สตรีวิทยาจริง (เขามีสอบ 2 รอบ) รอบแรก รับ 72 คน เป็นห้องที่ลูกอยากได้ ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง

อาจารย์เมตตาเป่าของที่ใช้สอบทุกอัน
และท่านก็บอกว่าได้ พอประกาศผล สอบไม่ติด ขาดวิทยาศาสตร์ไป 1 ข้อ (คุณลูกก็ร้องไห้คุณแม่ก็ช็อคเลย) แต่ลูกยืนยันว่าจะสอบรอบ 2 ใหม่ ผลออกมาก็ได้อันดับที่ 20 แต่รอบนี้แค่จุดธูปขอโหสิ ที่หอท้าวพยายมอย่างเดียวเท่านั้น
ถ้าท่านให้อภัยทุกอย่างก็ออกมาด้วยดี (อาจารย์ให้จุดธูป16 ดอก 1 วันขอขมา วาสนาขอขมา 3 วันเลย กลัวมาก)
และหลังจากนั้นมาก็ไม่กล้าขออะไรที่ไม่จำเป็นอีกเลย ปล่อยไปตามบุญและวาสนาที่มี ไว้ขอให้ช่วยตอนที่จำเป็นจริงๆค่ะ
เข็ด, กลัวมาก แต่รักมากและเชื่อมาก
ทุกวันนี้ที่บ้านมี พ่อเฮง+พี่จุก+รักยม ท่านอาจารย์เมตตาให้มาดูแล สวดมนต์ทำบุญก็อุทิศมอบให้หาอาหารให้บ้างเวลาที่อำนวย ดีค่ะเหมือนเป็นสมาชิกในบ้านด้วย
พ่อบ้านก็ชอบไปสวดมนต์กับพ่อเฮง คนเลี้ยงเด็กก็ขอเลขเด็ดกับพ่อเฮง(แต่ไม่ถูกเพราะบุญยังไม่มี)

สรุปใครจะช่วยได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับบุญของเราเป็นส่วนใหญ่ จะขอเมตตาให้ใครช่วยต้องช่วยตัวเองก่อน

เติมบุญให้ตัวเองเยอะๆ พอต้องการเอาใช้จะได้ดังที่หวังคะ(ไม่มีเวลาไปทำบุญก็โอนไปฝากร่วมบุญกับท่านอาจารย์ก็ได้ สะดวกดี
ที่ผ่านมา วาสนาคิดว่าพี่กุมารที่หอท้าวพยายมก็เมตตาวาสนามากที่สุด แต่ก็ต้องให้บทเรียนความโลภบ้างจะได้คิดได้

ขอกราบขอบพระคุณค่ะ ทั้งท่านอาจารย์และทุกๆท่านที่หอท้าวพยายม กราบขอบคุณจากใจจริงๆๆคะ (คิดว่า วาสนาเป็นลูกศิษย์รุ่นนี้คนเดียวที่ใช้บริการมากที่สุด)
และโดนทำโทษหนักมากที่สุด ดีใจสุดๆและเสียใจสุดๆคะ

วาสนา ขุนทรง

 



 

 

 

 

 

 


 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com