ประวัติกองบุญหมื่นฟ้า




นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

นานาปัญหา
โดย คณะสหายธรรม

๓๔. ระลึกถึงบุญที่ทำแล้วได้บุญเพิ่มขึ้นหรือ

          ถาม  จากหนังสือธรรมกล่าวว่า ผู้ที่เคยทำบุญทำกุศลแม้เพียงครั้งเดียว เพราะฐานะยากจน แต่ระลึกถึงเสมอ และระลึกครั้งใดก็เกิดความปิติโสมนัสในกุศลของตนเสมอ ความปลาบปลื้มใจโดยอาศัยการระลึกถึงกุศลของตนนี้ ได้ชื่อว่าเป็นกุศลอาจิณณกรรม
          จากบทความนี้แสดงว่า ถ้าเราทำบุญกุศลไว้ พอนานวันเรากลับมานึกถึงบุญกุศลที่เราทำไว้ จะทำให้เราได้บุญกุศลเพิ่มขึ้นหรือครับ

          ตอบ  คนที่ทำบุญแล้วระลึกถึงบุญที่ตนทำมาบ่อยๆ ระลึกแล้วก็ปิติโสมนัสในการกระทำนั้น บุญก็เกิดอีกแน่นอน เพราะฉะนั้น ในสมถกรรมฐานว่าด้วยอนุสสติ ๑๐ มีพุทธานุสสติ ๑ ธัมมานุสสติ ๑ สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑ จาคานุสสติ ๑ เทวตานุสสติ ๑ มรณสติ หรือมรณานุสสติ ๑ กายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑ และอุปสมานุสสติ ๑
          ในอนุสสติเหล่านั้น ท่านจะเห็นว่าเราสามารถจะระลึกถึงศีลที่เรารักษาดีแล้วได้บ่อยๆ นึกถึงทานที่เราบริจาคดีแล้วได้บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจสงบเป็นสมาธิได้ ศีลที่เรารักษาแล้วก็เป็นบุญกุศลที่เราสามารถระลึกถึงได้บ่อยๆ เพื่อให้เกิดสมาธิจัดไว้ในข้อสีลานุสสติ
          ส่วนทานการบริจาคที่เราทำแล้วก็เช่นเดียวกัน เราสามารถจะระลึกได้บ่อยๆ จนจิตสงบเกิดสมาธิ จัดไว้ในข้อจาคานุสสติ เพราะฉะนั้นบุญกุศลที่เราทำแล้ว เมื่อเราระลึกถึงอยู่บ่อยๆ เนืองๆ ก็ย่อมเกิดกุศลเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ระลึกถึง แต่ต้องเป็นการระลึกถึงด้วยความปิติโสมนัสในการกระทำนั้น
          หากเป็นการนึกถึงด้วยความโทมนัสเสียใจ เป็นต้นว่า เสียดายของที่บริจาคไปแล้ว หรือมารู้ว่าผู้รับทุศีลก็เสียใจ ถ้าอย่างนี้ก็มีแต่อกุศลเกิดเพียงอย่างเดียว อีกประการหนึ่ง ในการทำบุญให้ทานเป็นต้นนั้น ผลของบุญที่ทำแล้วจะเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ ก็เพราะท่านตั้งเจตนาไว้ดีแล้วใน ๓ กาล คือ
          ๑. ในกาลก่อนที่จะให้ทำหรือทำ เรียกว่า บุพเจตนาดี
          ๒. ในเวลากำลังให้ก็มีใจยินดีหรือในขณะทำกุศลก็มีใจยินดี เรียกว่า มุญจนเจตนาดี
          ๓. ทำแล้วระลึกขึ้นมาก็ยินดี เรียกว่า อปรเจตนาดี หรือแม้ทำแล้วนานๆ ระลึกถึงก็ยังยินดี เรียกว่า อปราปรเจตนาดี ซึ่งทั้งอปรเจตนาหรืออปราปรเจตนานี้ ก็รวมไว้ในเจตนาครั้งหลัง คือหลังจากทำแล้วก็ระลึกถึงด้วยความยินดี การที่เราระลึกถึงบุญกุศลที่ทำแล้วด้วยความปิติยินดีนี้ จึงจัดอยู่ในเจตนาครั้งหลังนี้
          ถ้าทำได้ครบทั้ง ๓ กาลเช่นนี้ กุศลของท่านย่อมถึงความไพบูลย์แน่นอน


ขอบคุณแหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=34



เทวตานุสติอาจาริยะบูชา กองบุญหมื่นฟ้า

ขอทุกบุญกุศล สำเร็จไปในทุกทิศเทอญ
 

องค์เทพธรรมาจารย์อั้งกึงเหลาโจ้ว
ท่านเป็นอาจารย์ของเหลาจื้อ
ปฐมเหตุแห่งวิชาเทพเซียน
มหาอักขระโบราณ
องค์คุรุเทพจางเทียนซือ
หรือ อาจารย์เตีย
ผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์คาถา
และการวาดยันต์
องค์ปรมาจารย์ก้วงเจ็กจุงอ๊วง
หรือเทพเจ้าหนุ่มหน้าใส
เป็นเทพเจ้าแห่งฮวงจุ้ย
ผู้มีบารมีมาก

ประวัติของปรมาจารย์องค์สำคัญ

ประวัติแบบพอสังเขปของท่านอั้งกึงเหลาโจ้ว
กล่าวกันว่าท่านเป็นต้นประวัติศาสตร์ของเทพเซียนเลยก็ว่าได้
ท่านเหลาโจ้วเป็นผู้เผยแผ่พรตโยคีของอินเดียแล้วสร้างอักขระยันต์เทพจากการบำเพ็ญ
ท่านเป็นผู้ให้ธรรมแก่องค์เหลาจื่อไท้เสียงเล่ากุงเพียงการยิ้มเท่านั้น
ท่านเหลาโจ้วเพียงยิ้มตอนท่านไท้เสียงเบื่อหน่ายสังคมนั่งควายออกพเนจรคิดหาปรัชญา
แล้วเจอท่านเหลาโจ้วนั่งเล่นเป็นเด็กๆ ขณะอายุได้ 7,000 ปี หน้ายังผ่องใส
ท่านเหลาจื่อถามว่าที่สุดแห่งมรรคาอยู่ที่ใด
ท่านเหลาโจ้วผงกหัวแล้วยิ้มจึงบินขึ้นฟ้าไป
ท่านเหลาจื่อเข้าใจจึงนำมาเขียนเต๋าเต็กเก็งออกเผยแผ่จนบัดนี้


ประวัติแบบพอสังเขปของท่านก้วงเจ็กจุงอ๊วง
ท่านเป็นคนธรรมดาที่สำเร็จเป็นเซียนโดยใช้วิชาฮวงจุ้ยทำให้ท่านและภรรยาสำเร็จเป็นเซียน
ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเทพวิชาจากการทำสมาธิและได้ตำราเทพโบราณ
กล่าวว่าท่านฝึกเต๋าเข้าสู่วิถีธรรมชาติ จนสามารถชะลออายุทำให้ใบหน้าสดใสตลอดเวลาไม่แก่ไม่เฒ่า
บางตำนานกล่าวว่าพอท่านอายุได้เกือบ 100 ปี ท่านได้ทำฮวงจุ้ยแล้วเหาะขึ้นสวรรค์
ไปเป็นอาจารย์ฮวงจุ้ยที่ชีวิตสมบูรณ์ที่สุดเพราะท่านครบทางโลกทางธรรม
และใช้ความรู้สงเคราะห์คนมีตำแหน่งโชคลาภมงคลทุกที่ที่ท่านอยู่
ที่ใดฮวงจุ้ยเสียให้เขียนพระนามท่านจะช่วยปัดเป่าภัยได้
ท่านมีหน้าที่ชวยเหลือผู้เรียนเทพวิชาชัยภูมิที่มีจิตกุศล
ไม่ให้ตกต่ำรันทดด้วยอาถรรพณ์วิชาเพราะฮวงจุ้ยไม่ใช่วิชาหากิน
ตำราจีนบางที่กล่าวว่าท่านเป็นคนสมัยหมิง แต่ในบางตำราก็บอกว่าท่านเป็นคนสมัยถัง
คนฮกเกี้ยนนับถือกันมาก


*** ประวัติที่น่าสนใจของท่านก๊วงเจ็กจุงอ๊วง หรือ กงเต็กต่ายจุงอ๋อง ***
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในเว็ปไซท์

http://www.phuketvegetarian.com/borad/data/4/0005-1.html

พระราชครูเตียก๋วยเล่า (จางกั้วเล้า)



ท่านอาจารย์เซียนจางกั้วเล้าเป็นบุคคลที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์โบราณของจีน
สมัยราชวงศ์ถังเมื่อ 1,800 ปีก่อนในตำนานเซียน 8 ทิศของจีน
ท่านเป็นเซียนผู้คุ้มครองรักษาทิศเหนือ มีอำนาจทางจิตชั้นสูง
เป็นเซียนที่อาวุโสที่สุด ชำนาญเทพยวิธีและเวทย์มนต์เทพเซียน
คอยสงเคราะห์ผู้คนที่ทำดีและมีศรัทธาจิตในธรรม
ท่านถือกำเนิดจากค้างคาวที่จำศีลนาน 10,000 ปี


มีตำนานเล่าถึงประวัติท่านจางกั้วเล้าว่า ในสมัยโบราณกาลนั้น ท่านเป็นเด็กหนุ่มที่เกิดมาในตระกูลมหาเศรษฐี ท่านมีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกเป็นอย่างยิ่ง ชอบทำบุญช่วยเหลือผู้อื่นตั้งแต่เด็ก มีวันหนึ่งขณะที่เด็กชายได้วิ่งเข้าไป เล่นในป่าก็ได้ไปเจอถ้ำๆหนึ่งจึงได้เข้าไปนั่งสมาธิในถ้ำนี้ และได้พบคัมภีร์ฝึกปฎิบัติวิถีแห่งการเป็นเซียน ก็เริ่มปฎิบัติฝึกจิตให้ว่าง คือ การรู้แจ้งเห็นจริงในจิต เมื่อเข้าใจก็กลับมาปฎิบัติต่อเนื่องจนกระทั่งอายุุ 12 ปีก็สำเร็จเป็นเซียนมนุษย์ และได้เริ่มก่อตั้ง กองบุญหมื่นฟ้า ขึ้น จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก สร้างกุศล มหากุศลมากมาย ท่านเริ่มตั้ง โรงทานทั้ง 4 มุมเมือง และสร้างศาลเจ้ามากมายให้ผู้คนได้กราบไหว้ แม้สมัยนั้นยังไม่มีศาสนาพุทธ ท่านก็สอนให้ผู้คนเข้าใจธรรมชาติ ระลึกถึงคุณของธรรมชาติ ผู้ทรงคุณงามความดีทั้งหลาย เมื่อเจริญวัยขึ้นมาและสูญเสียพ่อ-แม่ ท่านจางกั้วเล้าก็ยังคงใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ทำบุญเรื่อยมา มีเรื่องมหัศจรรย์ที่ว่าท่านสามารถทำบุญได้ทุกวันๆละ 10,000 ตำลึงทองคำไม่มีหมด (แจกไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด) จนกระทั่งอายุ 29 ปี ท่านได้ธรรมะและบรรลุเป็นเซียนทันทีและเหาะกลับขึ้นไปบนสวรรค์

 

ปริศนาธรรม (รูปสมมุติอาจารย์เซียน) — ใยท่านจึงมี 2 ภาคในร่างเดียว???

ภาคแก่ สีม่วง = การเข้าซึ้งถึงสัจธรรม

ภาคหนุ่ม สีขาว = ใจเบิกบานในธรรมเหมือนกลับสู่วัยรุ่น


 

นอบน้อมพัฒนาขัดเกลาสู่สันติสุข
เตือนตนพัฒนาทุกลมหายใจให้มีค่า


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

 

ปุญญกิริยาวัตถุสูตร

            
[๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา ๑

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานนิดหน่อย ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลนิดหน่อย ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนชั่วในมนุษย์ ฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณ ทำบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลพอประมาณ ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนดีในมนุษย์ ฯ
           
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพในชั้นดาวดึงส์นั้น กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์โดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสยามเทพบุตรในชั้นยามานั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นยามาโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสันดุสิตเทพบุตรในชั้นดุสิตนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นดุสิตโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสุนิมมิตเทพบุตรในชั้นนิมมานรดีนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรกย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นนิมมานรดีโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเทพบุตรในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๖

ขอบคุณแหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=4992&Z=5046


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

ปุญญาภิสันทสูตร
            
[๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๑ นำความสุขมาให้ ให้ อารมณ์เลิศ มีสุเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ
         
          อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระธรรมเป็นสรณะนี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๒ ฯลฯ

          อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๓ ฯลฯ
            
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน อันบัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ทาน ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ ฯลฯ
            
          อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๒ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๕ ฯลฯ
            
          อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๓ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๖ ฯลฯ
            
          อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๔ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๗ ฯลฯ
            
          อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๘ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข 

จบสูตรที่ ๙

ขอบคุณแหล่งข้อมูล >>> http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=5079&Z=5126
 







 



สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 9
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 445
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,554,665
 เปิดเว็บ 01/06/2554
 ปรับปรุงเว็บ 17/12/2557
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
21 ธันวาคม 2557
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
 
10  11  12  13 
14  15  16  17  18  19  20 
21  22  23  24  25  26  27 
28  29  30  31       
             
Copyright by กองบุญหมื่นฟ้า
7/10 หมู่ 1 ถนน บางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
Engine by MAKEWEBEASY